การตอนไก่

ไก่ตอน คือ ไก่ตัวผู้ที่เอาอัณฑะออกเพื่อให้ความเจริญของเพศผู้หมดไป เป็นการลดพฤติกรรมทางเพศของไก่ ลดความเคลื่อนไหวของไก่ตัวผู้ลง ทำให้ได้เนื้อไก่

นุ่ม มีไขมันแทรกตามกล้ามเนื้อ รสชาดดีกว่าไก่ที่ไม่ตอน ซึ่งมีเนื้อแข็งกระด้าง ไก่ที่ตอนลงหงอนและเหนียงจะซีด หด ไม่ประเปรียว เชื่องช้า อ้วน

ไก่หลังจากเมื่อตอนแล้ว อาหารที่กินเข้าไปนั้นจะนำไปสร้างและเปลี่ยนเป็นไขมันสะสมอยู่ใต้ผิวหนังและตามกล้ามเนื้อ จึงได้เนื้อไก่ที่มีคุณภาพ ส่วนไก่ตัวเมียไม่นิยมตอน เพราะได้ผลไม่คุ้มค่า

การตอนไก่ทำได้หลายวิธี เช่น การตอนไก่แบบผ่าเอาอัณฑะทั้ง 2 ข้างออก การตอนนี้เป็นการตอนแบบถาวร หรือการตอนโดยฝังฮอร์โมนเพศเมียไว้ใต้ผิวหนังบริเวณหัว หรือการตอนโดยฉีดฮอร์โมนเข้ากล้ามเนื้อ ซึ่งใช้กันอย่างแพร่หลายกับเป็ดและห่านก่อนส่งตลาด อย่างไรก็ตาม การตอนไก่ 2 วิธีหลัง เป็นการตอนแบบชั่วคราว เมื่อยาตอนหมดฤทธิ์แล้ว ไก่จะกลับสู่สภาพปกติเหมือนไก่ไม่ตอน

การตอนไก่แบบผ่าข้าง

หรือแบบถาวร วิธีนี้เป็นการผ่าเอาลูกอัณฑะออกทั้ง 2 ข้าง น้ำหนักไก่ที่ใช้ตอนประมาณ 0.7-2.00 กก. ถ้าน้ำหนักมากกว่านี้การนำเอาลูกอัณฑะออกเป็นการทำได้ยาก เมื่อน้ำหนักหลังตอนที่จะส่งตลาดประมาณ 3.5-4.00 กก. หรือมากกว่า ขึ้นอยู่กับชนิดและพันธุ์ไกเครื่องมือที่ใช้และอุปกรณ์มีดังนี้

โต๊ะ สำหรับวางไก่ที่จะตอน สูงพอประมาณ เพื่อทำการตอนได้สะดวก
ถาดใส่น้ำ
คันธนู
ด้ามมีดและใบมีดผ่าตัด
ที่ถ่างปากแผล
ห่วงสำหรับคล้องลูกอัณฑะ ด้านหลังเป็นขอปลายแหลมเพื่อเกี่ยวเยื่อบุช่องท้อง
ช้อนตักลูกอัณฑะ
ที่จับคีบ
กรรไกร (กรณีต้องการตัดเนื้อเยื่อที่ติดลูกอัณฑะที่ดึงขึ้นมาแล้ว)
การเตรียมไก่และวิธีตอน

ควรให้ไก่อดน้ำและอาหาร ประมาณ 24 ชั่วโมง หรืออย่างน้อย 6-12 ชั่วโมง การอดน้ำเพื่อให้ปริมาณน้ำในเลือดลดลง ทำให้เลือดแข็งตัวเร็วขึ้นนั่นเอง ส่วนการอดอาหารทำให้ลำไส้แฟบลงมองเห็นลูกอัณฑะได้ชัดเจนสะดวกต่อการนำลูกอัณฑะออก ส่วนการตอนนี้ควรกระทำในช่วงเช้าหรือบ่ายที่อากาศไม่ร้อนอบอ้าวจนเกินไป เพื่อลดความเครียดเนื่องจากอากาศร้อนจัด ซึ่งอาจส่งผลให้ไก่เพลียและหอบได้ ไก่ที่ทำการตอนต้องแข็งแรงสมบูรณ์ดี ไม่มีโรคอยู่ก่อน หรืออยู่ระหว่างพักฟื้น

ขั้นตอนการตอนไก่แบบผ่าข้างมีดังนี้

จับไกมัดข้อขาทั้ง 2 ข้าง มัดโคนปีกทั้ง 2 ข้าง จากนั้นให้นำปลายเชือกที่มัดข้อขาทั้งสองข้างเข้าด้วยกัน ผูกมัดไว้กับปลายคันธนูอีกข้างหนึ่ง ปลายเชือกที่มัดโคนปีกทั้งสองข้างด้วยกันผูกมัดไว้กับปลายคันธนูอีกข้างหนึ่ง ก่อนมัดควรดึงปลายเชือกให้ตึง เพื่อไม่ให้ไก่ดิ้นหรือเคลื่อนไหวได้ เพราะอาจทำให้เครื่องมือทิ่มหรือแทงส่วนอื่น ๆ ในระหว่างตอน ในกรณีที่ไม่มีคันธนู อาจใช้ตะปูตอกติดพื้นโต๊ะทั้งสองข้าง ข้างละ 1 ตัว หลังจากนั้นก็นำปลายเชือกไปผูกยึดไว้กับหัวตะปูก็ได้
นำไก่ที่มัดตรึงไว้เรียบร้อยแล้ว ไก่จะอยู่ท่านอนตะแคงโดยหันด้านอกของไก่เข้าหาตัวของผู้ปฏิบัติในแนวขนาน ใช้มือจุ่มน้ำที่ผสมน้ำยาที่อยู่ในถาด ลูบขนบริเวณซี่โครงและต้นขา เมื่อขนบริเวณดังกล่าวเปียกแล้ว ถอนขนบริเวณนั้นออกจากนั้นใช้นิ้วมือสัมผัสหรือคลำหากระดูกซี่โครงซี่ที่ 1 กับ 2 หรือสังเกตุจากร่องตามแนวกระดูกสันหลังก็ได้ เพื่อหลังจากที่ตอนแล้วหนังไก่จะนำกลับมาปิดปากแผลได้พอดี ป้องกันลำไส้พองออกมาข้างนอกหลังจากกินอาหาร และป้องกันสิ่งสกปรกต่าง ๆ เข้าไปในช่องท้องอีกด้วย
การผ่าในตำแหน่งดังกล่าวจะทำให้เลือดออกน้อยที่สุด และมองเห็นตำแหน่งของอัณฑะได้ชัดเจน ทำให้การนำลูกอัณฑะออกง่ายยิ่งขึ้น เป็นการลดสภาวะเครียดของไก่ลงอีกทางหนึ่ง ในการจรดปลายมีดผ่าตัดลงบนร่องควรใช้นิ้วก้อยยั้งไว้บนตัวไก่ เมื่อแทงผ่านซี่โครงไปแล้วจะทำให้ปลายมีดแทงผ่านทะลุไปถึงส่วนอื่น ๆ เช่นลำไส้ภายในช่องท้อง

เมื่อทะลุผ่านถึงช่องท้องแล้วให้กรีดลงด้านล่างและกรีดขึ้นด้านบน เพื่อให้ปากแผลกว้างประมาณ 1-2 ซม. เพื่อให้เครื่องถ่างปากแผลสามารถเข้าไปได้ การใส่เครื่องถ่างปากแผลควรใส่ในแนวขนานกับกระดูกซี่โครง เมื่อเครื่องถ่างทะลุซี่โครงแล้วให้หมุนเครื่องถ่างลงด้านล่าง แล้วบีบบังคับให้ปากแผลขยายกว้างออก ถ้าเห็นว่าปากแผลยังแคบไป ทำงานไม่สะดวกให้ใช้ปลายมีผ่าตัดแต่งให้กว้างขึ้นอีกก็ได้
ใช้ปลายแหลมของเครื่องมือเข้าไปเกี่ยวเยื่อบุช่องท้องให้ขาด(จะมีอยู่ 2 ชั้น) จะเห็นลูกอัณฑะซึ่งมีลักษณะสีเหลืองและคล้ายกันกับเมล็ดถั่วเหลืองอย่างชัดเจน (ในกรณีผ่าถูกตำแหน่ง) ลูกอัณฑะนี้จะมีขนาดเล็กใหญ่ตามตัวไก่ และชนิดของพันธุ์ไก่ เช่นไก่พันธุ์พื้นเมือง จะมีอัณฑะใหญ่กว่าพันธุ์โร้ด ในขนาดตัวที่เท่ากันเป็นต้น
ใช้เครื่องมือที่เรียกว่าห่วง เข้าไปคล้องดึงลูกอัณฑะขึ้นมา โดยให้คล้องจากขั้วใดขั้วหนึ่งของอัณฑะ (ด้านหน้าหรือด้านหลังของลูกอัณฑะ) การใส่ควรใส่ในแนวขนานกันกับลูกอัณฑะ จะทำให้อัณฑะเข้าห่วงได้ง่ายไม่บอบช้ำหรือแตก เมื่ออัณฑะเข้าไปในห่วงได้ประมาณ 3-4 ส่วน ของลูกอัณฑะแล้ว จากนั้นจึงค่อยดึงหรือดันเข้าไปในด้านตรงกันข้ามเล็กน้อย พร้อมกับยกหรือดึงลูกอัณฑะเบา ๆ ต่อจากนั้นให้หงายห่วงเพื่อให้เยื่อหุ้มลูกอัณฑะค่อย ๆ หลุดตามแรงดึงเรื่อยมาจนลูกอัณฑะพ้านปากแผลขึ้นมา เยื่อหุ้มลูกอัณฑะดังกล่าวก็ขาดหมดพอดี
ในระหว่างคล้องลูกอัณฑะเข้าห่วงและระหว่างดึง ห้ามดึงกระชากอย่างแรง เพราะอาจทำให้เส้นเลือดใหญ่ฉีกขาดได้ เมื่อเส้นเลือดฉีกขาดโอกาสที่ไก่จะตายมีเกือบ 100% ฉะนั้น ควรระมัดระวังอย่างมาก ถ้าหากขั้นตอนนี้ใช้เวลาที่ยาวนานไก่จะแสดงอาการเครียดมาก โดยมีการแสดงอาการเจ็บปวดให้เห็นโดยแสดงที่หงอน คือ หงอนคล้ำ หรือดำมาก หากพบเห็นกรณีดังกล่าวควรปล่อยไก่ตัวนั้นเสีย ไม่เช่นนั้นไก่จะตายได้เพราะทนความเจ็บปวดไม่ไหว

จะพบอยู่เสมอ ๆ ว่าห่วงสำหรับคล้องลูกอันฑะไม่ดี ดังนั้นจึงควรปรับให้สามารถใช้งานได้ดี สามารถคล้องดึงลูกอันฑะขึ้นมาได้โดยสมบูรณ์ เพราะหากลูกอัณฑะแตกหรือไม่หมดเมื่อเลี้ยงไก่ต่อไป ไก่จะสร้างอัณฑะใหม่ขึ้นมาอีก ทำให้แสดงพฤติกรรม เช่นเดียวกับไก่ที่ไม่ได้ตอนได้ ที่เรียกว่า ไก่ตอนไม่ลง คือ หงอนยังคงสีสดใส่อยู่อย่างเดิม

ในบางกรณี อาจพบได้ว่าเมื่อดึงลูกอัณฑะหลุดออกมาแล้วแต่ลูกอัณฑะหล่นเข้าไปในช่องท้องของไก่อีก ในกรณีควรใช้ช้อนตักหรือคีบขึ้นมาได้ หากไม่นำออกมาจะทำให้อัณฑะดังกล่าวไปติดอยู่กับลำไส้และเจริญไปด้วยกัน ซึ่งเคยมีปรากฏให้เห็นแล้ว

ถ้าหากผู้ตอนมีความชำนาญเพียงพอ สามารถดึงลูกอัณฑะออกทั้งสองลูกโดยผ่าเพียงข้างเดียวก็สามารถทำได้ โดยความเป็นจริงลูกอัณฑะทั้งสองข้าง จะอยู่ในตำแหน่งเดียวกันทั้งสองข้าง มีเพียงเยื่อบุกั้นกลางไว้เท่านั้น การกระทำคือ กดเยื่อบุดังกล่าวไปคล้องลูกอัณฑะอีกข้างหนึ่งขึ้นมาได้ ในกรณีนี้หากไม่มีความชำนาญหรือมองเห็นไม่ชัด ไม่ควรกระทำ เพราะอาจทำให้ไก่บอบช้ำและเกิดการบาดเจ็บมากกว่าการเปิดทั้งสองข้าง

เมื่อนำลูกอัณฑะออกทั้งสองข้างได้แล้ว ก็ให้ปล่อยเครื่องถ่างปากแผลออก ซี่โครงก็จะกลับสู่สภาพเดิมและหนังก็จะปิดแผลพอดี(กรณีที่ผู้ตอนดึงหนังให้ตึงแล้วจึงจรดปลายมีดลงผ่า) อาจใช้ทิงเจอร์หรือไอโอดีนเช็ดบริเวณรอยแผลดังกล่าวก็ได้ หรืออาจไม่ต้องก็ได้ เนื่องจากไก่มีอุณภูมิในร่างกายสูงถึง 41 องศาเซลเซียส ดังนั้นเชื้อโรคที่จะเป็นผลทำให้แผลดังกล่าวเน่าเปื่อย หรืออักเสบจึงไม่เกิดขึ้น
ให้รีบแก้มัดทั้งปีกและข้อขาโดยไว แล้วนำไก่ไปขังในบริเวณที่จำกัด อย่าให้ไก่วิ่งออกกำลังมากเกินไป เพราะอาจทำให้เกิดอาการพองลม (มีลมอยู่ใต้ผิวหนัง) หากสภาพคอกไม่อำนวยต่อการขังไว้ หลังจากตอนแล้ว 4-10 วัน ควรมีการตรวจไก่แต่ละตัวว่ามีการพองลมหรือไม่ ถ้าพบต้องใช้เข็มเจาะลมภายใต้ผิวหนังออกแล้วไล่ลมออกให้หมด หรือใช้ปลายมีดกรีดหนังให้กว้างประมาณ 2-3 มม. ก็ได้
หลังตอนเสร็จควรทำการให้อาหารหรือน้ำแก่ไก่ดังกล่าวทันที แต่ควรจำกัดปริมาณ ไม่ควรให้กินมากเกินไปเพราะจะทำให้ลำไส้พองขยายใหญ่มากจนอาจทะลักออกข้างนอกตรงรอยแผลที่ผ่าได้ ส่วนน้ำควรละลายยาปฏิชีวนะ เพื่อลดอาการเครียดเนื่องจากการอดน้ำอดอาหารและเครียดจากการตอน การให้ควรให้ติดต่อกันเป็นเวลา 3 วัน เพื่อให้ไก่กลับสู่สภาพปกติ ได้เร็วยิ่งขึ้น หากต้องการให้ไก่เครียดน้อยที่สุด ก่อนตอนควรละลายยาปฏิชีวนะให้ไก่กินก่อนล่วงหน้า 2-3 วันก็เป็นการดี
การสังเกตุว่าไก่ที่ตอนแล้วตอนลงหรือไม่ เมื่อหลังตอนไปแล้วประมาณ 3-4 สัปดาห์ หงอนและหน้าเริ่มซีด การเคลื่อนไหวและความปราดเปรียวน้อยลง ไม่มีการจิกตีกันแสดงว่าได้ผล หากพบว่าตรงกันข้าม คือหงอนยังสดใส่ มีความปราดเปรียวว่องไว แสดงว่าไม่ได้ผล
การตอนไก่แบบฝังยาเม็ดฮอร์โมน
เมื่อเลี้ยงดูไก่โตได้อายุประมาณ 4-5 เดือนน้ำหนักตัวประมาณ 1.8-2.5 กก. ระยะนี้ไก่จะแสดงลักษณะของเพศผู้ให้เห็นอย่างชัดเจน บางตัวผสมกับตัวเมียได้แล้ว ก็จะสามารถนำมาตอนได้ โดยใช้ยา 1-2 เม็ด (1เม็ดจะมีน้ำหนักประมาณ 15 มก.) สำหรับเครื่องมือที่จำเป็นต้องใช้ในการตอนประกอบด้วย

1. เข็มฉีดยา
2. เม็ดยาหรือฮอร์โมน
วิธีการตอน

นำเม็ดยาฮอร์โมนที่เรียกว่า ไดเอททิลสติลเบสโตรล ซึ่งเป็นสารสังเคราะห์คล้ายฮอร์โมนเพศเมีย บรรจุลงตรงช่องบรรจุเม็ดยาบนเข็มฉีดยาฝังฮอร์โมน แล้วยกปลายเข็มให้สูงขึ้นเพื่อป้องกันเม็ดยาหล่น จากนั้นให้ดึงขนบริเวณส่วนหัวแนวเดียวกับหูหรือตุ้มหูไก่ แล้วแทงเข็มไปใต้ผิวหนัง เมื่อทะลุผ่านหนังเข้าไปแล้วให้ปล่อยเม็ดฮอร์โมนไว้บริเวณดังกล่าว โดยแทงลงไปทางคอ ห้ามแทงย้อนขึ้นเพื่อป้องกันเม็ดยาร่วงหล่นเวลาไก่ก้มกินอาหาร ข้อควรสังเกตุคือ ไม่ควรแทงเข้าบริเวณกึ่งกลางหัวของไก่ เพราะอาจทำให้หน้าไก่บวมในระยะ 6-10 วันหลังฝังฮอร์โมนแล้ว หรือหากฝังต่ำเกินไปก็เช่นเดียวกัน

ข้อสังเกตุบางประการ เมื่อฝังฮอร์โมนไว้ใต้ผิวหนังบริเวณหัวแล้ว ประมาณ 1 สัปดาห์ไก่จะเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมจากนิสัยเดิมที่เคยขัน ปราดเปรียว เคลื่อนไหวคล่องแคล่วว่องไว จิกตีกัน ไปเป็นในลักษณะเหมือนไก่เพศเมีย คือ เมื่อเอามือแตะบริเวณหลัง ไก่จะนั่งลงเหมือนไก่ตัวเมีย และนิสัยการขันจะหมดไป กลับร้องเสียงต่าง ๆ เหมือนไก่ตัวเมียกระดูกเชิงกรานขยายกว้างออกอย่างมาก ก้นขยายใหญ่ ตามด้วยหน้าซีด หงอนซีด

บางครั้งการตอนไก่แบบฝังยามักจะทำกับไก่เพศเมียด้วย เพื่อให้ไก่อ้วนขึ้นและรสชาดดีขึ้น กรณีใช้กับไก่ไข่ที่มีอายุการไข่มานาน ให้ไข่น้อย อาจใช้ฮอร์โมนชนิดนี้ฝังก่อนส่งตลาดประมาณ 1 เดือนเศษ ก็จะได้ไก่แก่ที่มีเนื้อนุ่มได้เช่นกัน

การตอนนี้ง่ายและสะดวกมาก จะเห็นได้ว่าเกษตรกรส่วนมากนิยมใช้วิธีนี้ ไม่ต้องเสี่ยงต่อการตายหลังตอน ระยะเวลาการเลี้ยงดูก็สั้นกว่า ดังนั้นการตอนไก่วิธีนี้จึงกระทำเมื่อไก่เริ่มเข้าวัยหนุ่ม หรือโตเกือบเต็มที่แล้ว อายุประมาณ 5-6 เดือน ก็จะส่งตลาด

จะเห็นได้ว่าการตอนแบบวิธีฝังฮอร์โมนนี้จะได้เปรียบกว่าวิธีผ่าข้าง เนื่องจากไก่ไม่เกิดสภาวะเครียดจากการอดน้ำ อาหาร และพักฟื้นจากการตอน วิธีการและเครื่องมือก็จะน้อย ซึ่งวิธีการดังกล่าวนี้นักเลี้ยงไก่ตอนทำกันอย่างแพร่หลาย ข้อควรระวังคือ อาหารที่ให้ในแต่ละมื้อให้ไก่กินให้หมดก่อนที่จะให้อาหารในมื้อต่อไป ซึ่งอาจทำให้ในรูปของอาหารเปียกก็ได้ เพื่อให้ไก่กินอาหารได้มากขึ้น

การตอนแบบฝังฮอร์โมน ถ้าหากตอนในระยะไก่รุ่นน้ำหนักประมาณ .70-1.9 กก. โดยยา 1 เม็ด และอีกประมาณ 6-7 สัปดาห์ ฝังยาซ้ำอีก 1 เม็ดก็ได้ แต่วิธีนี้น้ำหนักไก่จะเพิ่มขึ้นในระยะแรกน้อยมาก และระยะสุดท้ายของการขุนน้ำหนักก็จะเพิ่มขึ้นแต่ไม่เป็นที่น่าพอใจอีกด้วย

ใส่ความเห็น