การเลี้ยงกบในท่อซีเมนต์ได้ผลดีมากน้อยเพียงใด

เกษตรกรเลี้ยงกบคุณสมหมาย เป็นผู้หนึ่งที่นิยมเลี้ยงกบในท่อซีเมนต์ และได้ทำการซื้อพ่อแม่พันธุ์กบเหลืองหัวเขียวและกบพื้นบ้าน มาเพื่อเพาะพันธุ์ ราคา

กิโลกรัมละ 80 บาท ตัวขนาด 2 นิ้วน้ำหนัก 1 กิโลกรัมได้ประมาณ 40 ตัว ลงทุนเลี้ยงในที่นาของตัวเอง  สำหรับการเลี้ยงเพื่อผลิตลูกอ๊อด มีการเลี้ยงที่ยุ่งยากกว่าการเลี้ยงในแบบอื่นๆ  โดยกบพ่อแม่พันธุ์ที่เค้ามีคือ อย่างละ 2,000 ตัว นำมาเลี้ยงในท่อซีเมนต์จำนวน 45 ท่อ แต่ละท่อมีพ่อแม่พันธุ์ราว 50-60 ตัว

ส่วนการผสมพันธุ์นั้น เริ่มจากคันนาดินที่เป็นบ่อกั้นไว้ให้แล้ว นำตาข่ายไนล่อน หรือบางพื้นที่เรียกว่า ดางหรือแหยง กั้นให้รอบและขึงให้ตึงป้องกันกบหลบหนี โดยค้ำยันด้วยไม้ไผ่ระยะห่าง 2 เมตรต่อเสาและควรกั้นไว้หลาย ๆ บ่อเพื่อคัดแยกขนาดกบและลูกอ๊อด พันธุ์กบที่ไม่แข็งแรง  และควรมีการเว้นระยะเพื่อให้การจับจำหน่ายไม่ขาดช่วง หากทำทั้งหมดพร้อมกันจะทำให้กบไข่มาก ทำให้ขายไม่ทัน

วิธีการคือ นำพ่อพันธุ์ที่คัดแยกจากท่อที่เลี้ยงไว้ทั้ง 4 ท่อ และตัวเมีย 4 ท่อ รวม 8 ท่อ นำตัวผู้และตัวเมียอย่างละ 200 ตัว  จะไม่สามารถใส่เยอะได้ เพราะจะทำให้กบกระโดดหนีและบาดเจ็บได้ วิธีคัดแยกกบมาผสมกัน คือสังเกตุได้จากกบตัวผู้จะคางย่นพอง ควรให้ผสมพันธุ์ในช่วงเย็น ถ้าฝนไม่ตกต้องเปิดน้ำแทนน้ำฝน จะผสมพันธุ์กันได้ดี รุ่งเช้าให้แยกตัวผู้ ตัวเมียกลับยังท่อ ถ้าแดดร้อนจัดลูกอ๊อดจะขยายพันธุ์ได้อย่างรวดเร็ว ถ้าไม่มีแดดต้องรอข้ามคืน ตกเย็นในวันเดียวกันจะเห็นลูกอ๊อดลอยอยู่ในบ่อผสม ช่วงนี้ลูกอ๊อดจะกินคราบไข่ในบ่อผสมก่อน 2 วัน ถึงจะให้หัวอาหารเม็ดสำหรับปลาดุกกิน อาหารเบอร์ 11ส่วนเบอร์ 12 เป็นอาหารพ่อแม่พันธ์ ตกกระสอบละ 480 บาท

จากนั้นให้เตรียมบ่อดิน ซึ่งต้องเป็นบ่อที่ไม่ใช่พื้นพลาสติกรองเหมือนบ่อฟักไข่ที่เรียกว่าบ่ออนุบาล ประมาณ 5 วัน ก็นำลูกอ๊อดออกจากบ่ออนุบาลไปลงบ่อดินที่เตรียมไว้ ต้องสังเกตุว่าลูกอ๊อดในบ่อเยอะน้อยเพียงใด หากให้อาหารเยอะจะทำให้ลูกอ๊อดตายได้  และตัวใหญ่ก็จะกินตัวเล็กด้วย หลังจากผสมกันเสร็จราว 25 วัน ลูกอ๊อดจะโตเต็มที่และขายได้ และอาจได้น้ำหนัก 200-300 กิโลกรัม หากตัวใหญ่

สิ่งที่สำคัญและต้องใส่ใจคือ  เมื่อลูกอ๊อดโตได้ราว 5 วันให้นำออกจากบ่อผสมพันธุ์และนำไปและนำไปพักไว้ในบ่อดินที่เตรียมไว้ ราว 200-300 กิโลกรัม หลังจากคัดเสร็จแล้วควรกระจายลงในบ่อที่ว่างอีก จากนั้นคัดตัวใหญ่ออกจากตัวเล็ก ไม่เช่นนั้นลูกอ๊อดจะกินกันเอง และควรให้อาหารเช้า-เย็น วันละ 2 กระสอบ

ในช่วงแรก ๆ ราคาลูกอ๊อดตกเฉลี่ยกิโลกรัมละ 120-180 บาท แต่หากขายในช่วงเดือน มิถุนายน-กรกฎาคม ราคาจะอยู่ที่กิโลกรัมละ 180-250 บาท ก็มี แต่ช่วงเดือนมีนาคม–มิถนายนราคาลดลงเหลือ 120-200 บาท หากลูกอ๊อดมีขางอกออกมาเมื่อไหร่จะขายไม่ได้ราคาต้องคัดแยกไว้ในบ่อขุนกบหนุ่มสาวต่างหาก พอขุนกบได้อายุ 1 เดือน จะจับขายได้ ตกกิโลกรัมละ 80-100 บาท ปัจจุบันมีท่อพ่อแม่พันธุ์อีก 45 ท่อ อีก 4,000 ตัว

สำหรับเป็นพ่อแม่พันธุ์ 1 ตัว จะสามารถผมได้ 12 ครั้ง หลังจากนั้นจะนำออกมาจำหน่าย เพราะกบเรียกว่าโทรมมากแล้วจนไม่สามารถเพาะพันธุ์ได้ จะนำไปจำหน่ายกิโลกรัมละ 100-120 บาท ซึ่งกบพ่อแม่พันธุ์นี้จะมีขนาดใหญ่ 2 ตัวต่อกิโลกรัม จากนั้นจะคัดพ่อพันธุ์แม่พันธุ์ใหม่มาแทน

ข้อดีของกบ  คือ การต้านโรคได้มากกว่าสัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำชนิดอื่น  แต่ข้อเสียคือใจเสาะที่สุด และเป็นสัตว์ที่เครียดสูงต้องคอยเอาใจใส่ ฤดูกาลของลูกอ๊อดที่ออกคือ ช่วงเดือนมีนาคม-สิงหาคม แต่จะออกเยอะช่วงเดือน เมษายน-มิถุนายน เนื่องจากฝนตกอากาศเย็นและลูกอ๊อดไม่ค่อยตาย ช่วงฤดูที่ผสมใหม่ ๆ จะทำเงินให้สูง ตกกิโลกรัมละ 250 บาท เลยทีเดียว

สำหรับลูกอ๊อดที่เตรียมจะขายส่ง ตนจะนำลูกอ๊อดบรรจุลงในถุงพลาสติกใบใหญ่ ถุงละ 1 กิโลกรัม และทำการอัดออกซิเจน ซึ่งเรื่องของตลาดนั้นจะมีพ่อค้ามารับซื้อถึงบ้าน ผลผลิตลูกอ๊อด 20 วันต่อครั้ง ตนสามารถผลิตได้แค่เพียง500-600 กิโลกรัม ทำเงินในรอบ 20 วันเป็นเงิน 40,000-50,000 บาท ถือว่าน้อยอยู่หากเทียบกับรายอื่น ทุกวันนี้คุณสมหมายสามารถผลิตขายได้วันละ 50-100 กิโลกรัม โดยใช้วิธีเพาะพันธุ์เป็นระยะ เฉลี่ยรายได้รวมทุนแล้ว 8,000-15,000 บาทต่อวัน หากหักทุนแล้วจะเหลือกำไรมากกว่าครึ่งของทั้งหมด

ใส่ความเห็น