การเลี้ยงจิ้งหรีด สร้างรายได้ถึง 40,000 – 50,000 บาทต่อเดือน

จิ้งหรีด (Cricket) เป็นแมลงเศรษฐกิจชนิดหนึ่งที่นิยมเลี้ยง และนำมาบริโภคทั่วทุกภาคของประเทศเนื่อง
จากมีรสชาติอร่อย กรอบ มัน และมีคุณค่าทางอาหารสูง

ในอดีตมีการจับจิ้งหรีดธรรมชาติมาบริโภคภายในครัวเรือนหรือส่งจำหน่ายตามชุมชนเท่านั้น แต่เนื่องด้วย
เป็นแมลงที่เมื่อนำมาทอดแล้วมีรสกรอบ มัน ทำให้มีคนชื่นชอบมาก จนปัจจุบันมีการเพาะจิ้งหรีดจำหน่าย
เพื่อให้เพียงพอกับความต้องการ และความนิยมที่เพิ่มมากขึ้นในแต่ละวัน

ลักษณะทั่วไป
จิ้งหรีด เป็นแมลงที่มีลำตัวขนาดกลางถึงขนาดใหญ่ ขาคู่หลังส่วนต้นมีขยายใหญ่ และแข็งแรง ใช้สำหรับ
กระโดด ขาคู่หน้ามีขนาดเล็กกว่าขาคู่หลังมาก ใช้สำหรับเดิน และเขี่ยอาหาร มีหนวดยาว 2 เส้น ขนาด
เท่าเส้นผมคนเรา ความยาวหนวดประมาณ 3-5 ซม. และมากกว่าลำตัว หนวดมีหน้าที่รับความรู้สึก และรับ
กลิ่นอาหาร มีปากเป็นแบบกัดกิน ปีกขวาทับปีกซ้าย ปีกคู่หน้าปกคลุมด้วยฟิล์มบางๆ

พันธุ์จิ้งหรีดที่พบในไทย
ชนิดจิ้งหรีด จิ้งหรีดที่พบในประเทศไทย ซึ่งเป็นที่รู้จักกันอย่างแพร่หลาย มี 4 ชนิด ดังนี้

1. จิ้งโกร่ง (Brachtrupes Portentosus Lichtenstein)
จิ้งหรีดชนิดนี้ บางพื้นที่เรียก จิโปม, จิ้งกุ่ง, จินาย เป็นต้น เป็นจิ้งหรีดขนาดใหญ่ ประกอบด้วยส่วนหัว
ส่วนอก และส่วนท้อง ลำตัวทุกส่วนมีสีน้ำตาล ยกเว้นขาคู่หลังส่วนบนมีสีเหลือง และส่วนท้องมีสีครีม โต
เต็มวัยลำตัวกว้างประมาณ 1 ซม. ยายประมาณ 3.5-4.0 ซม. มีหนวดยาว ขุดรูตามดินร่วนปนทราย ภายใน
รูที่ความลึก 5-10 ซม. มีรูแยก 1 รู เพื่อหลบภัย บริเวณรอยแยกของรูเป็นโพรงใหญ่สำหรับเก็บอาหาร รู
หลักยาวประมาณ 30-50 ซม. ลึกประมาณ 20-30 ซม. กลางวันจะปิดปากรู และอาศัยอยู่ภายใน กลางคืน
ออกหากิน และส่งเสียงร้องดัง

2. จิ้งหรีดทองดำ (Gryllus Bimaculatus Degeeer)
เป็นจิ้งหรีดขนาดกลาง บางพื้นที่เรียก จิโหลน ประกอบด้วยส่วนหัว ส่วนอก และส่วนท้อง ลำตัว และปีกมี
สีดำหรือน้ำตาลปนดำทั้งตัว โตเต็มวัยลำตัวกว้างประมาณ 0.6-0.7 ซม. ยาวประมาณ 2.8-3.0 ซม. มี
หนวดยาว ตัวผู้ส่วนหัว และอกมีสีดำ ปีกคู่หน้าย่น ปีกมีสีน้ำตาลออกเหลืองเล็กน้อย โดยเฉพาะโคนปีกที่
มีสีเหลืองแกม ส่วนตัวเมียส่วนหัว และอกมีสีดำ ปีกคู่หน้าเรียบ ปีกมีสีดำสนิท โคนปีกมีแต้มสีเหลือง 2 จุด
ปลายปีคู่หลังทั้งตัวผู้ตัวเมียยื่นยาวมากกว่าลำตัว ปลายท้องมีแพนหางยาว 1 คู่ ชอบอาศัยตามกองไม้ กอง
ใบไม้ ร่องดิน ออกหากินในเวลากลางคืน และไม่ขุดรูอาศัย

3. จิ้งหรีดทองแดง (Teleogryllus Testaceus Walker)
บางพื้นที่เรียก จิ้งหรีดนิล หรือ จินาย หรือ จิ้งหรีดพม่า เป็นจิ้งหรีดขนาดกลาง ประกอบด้วยส่วนหัว ส่วนอก
และส่วนท้อง โตเต็มวัยลำตัวกว้างประมาณ 0.5-0.6 ซม. ยาวประมาณ 2.5-2.80 ซม. ลำตัวทุกส่วนมีสี
น้ำตาลเข้ม บริเวณหัวเหนือขอบตามีแถบสีน้ำตาลเข้มรูปตัว V ตัวผู้มีสีลำตัวทุกส่วนเข้มกว่าตัวเมีย ด้าน
ล่างท้องมีสีครีม เคลื่อนที่ได้ว่องไว ชอบอาศัยตามกองไม้ กองใบไม้ ร่องดิน ออกหากินในเวลากลางคืน
และไม่ขุดรูอาศัย

4. จิ้งหรีดทองลาย (Modicogryllus Confirmata Walker)
จิ้งหรีดทองลาย หรือ นิยมเรียกว่า แมงสดิ้ง ตัวผู้ และตัวเมียมีอายุเต็มวัย 38-60 วัน เป็นจิ้งหรีดขนาดกลาง
ประกอบด้วยส่วนหัว ส่วนอก และส่วนท้อง ลำตัวทุกส่วนมีสีเหลืองแกมน้ำตาล มีลักษณะสีเป็นลาย ลำตัว
กว้างประมาณ 0.4-0.55 ซม. ยาวประมาณ 2.0-2.5 ซม. ตัวเมียลำตัวมีสีน้ำตาลปนเหลือง ปีกคู่หน้าเรียบมี
สีน้ำตาลเป็นลายเส้นชัดเจน ปีกคลุมปลายท้องไม่มิด มีอวัยวะวางไข่คล้ายเข็มสีน้ำตาล ยาวประมาณ 1.2
เมตร ยาวกว่าแพนหางเล็กน้อย ตัวผู้มีสีลำตัวเข้มกว่าตัวเมีย และมีลายแต้มที่หัว ปีกคู่หน้าย่น ปลายท้องมี
แพนหาง จิ้งหรีดชนิดนี้ ชอบอาศัยตามกองไม้ กองใบไม้ ร่องดิน ออกหากินในเวลากลางคืน และไม่ขุดรู
อาศัย

วงจรชีวิต และพฤติกรรม
ระบบสืบพันธุ์
เพศผู้มีอัณฑะ 1 คู่ และมีต่อมสร้างน้ำเลี้ยงอสุจิสีขาวขุ่น น้ำอสุจิที่ถูกสร้างจำถูกนำผ่านท่อน้ำอสุจิมาเก็บ
ไว้ที่ถุงพักน้ำอสุจิ และจะถูกนำออกทางท่อน้ำเชื้ออสุจิขณะผสมพันธุ์ ส่วนเพศเมียมีรังไข่สีเหลือง 1 คู่
และมีท่อนำไข่ สำหรับนำไข่มารวมกันที่ท่อกลาง รวมถึงพบถุงเก็บน้ำเชื้ออสุจิจากเพศผู้หลังการผสมพันธุ์
ไข่จะถูกนำออกจากท่อนำไข่ผ่านเข้าฉีดเชื้ออสุจิก่อนไข่ตกออกมา

การสืบพันธุ์
ตัวผู้ และตัวเมียสามารถเริ่มผสมพันธุ์ได้หลังจากวางไข่ประมาณ 3-4 วัน การผสมพันธุ์ เริ่มด้วยตัวผู้ส่ง
เสียงเรียกตัวเมียให้เข้ามาผสมพันธุ์ ช่วงแรกจะร้องเสียงยาว และดังนานเป็นช่วงๆ เมื่อตัวเมียมาใกล้จะ
เปลี่ยนเป็นเสียงร้องเบาฯ และถี่สั้น

การผสมพันธุ์ของจิ้งหรีดมี 2 แบบ คือ ตัวเมียจะขึ้นคร่อมบนหลังตัวผู้ หรือ ตัวเมีย และตัวผู้หันหลังเข้าหา
กัน ซึ่งจะใช้เวลาผสมพันธุ์ประมาณ 10-15 วินาที แต่บางครั้งเมื่อตัวเมียไม่สนใจตัวผู้ก็มักจะไล่กัดกัน

การทำเสียง
เสียงจิ้งหรีดเกิดจากการใช้ขอบปีกคู่หน้าถูเสียดสีกันจนทำให้เกิดเสียง เสียงที่ทำขึ้นใช้เพื่อการสื่อสาร
และช่วยดึงดูดเพศตรงข้ามเพื่อหาคู่ผสมพันธุ์
1. เสียง กริกฯ ดังนาน แสดงถึงการเรียกหาคู่
2. เสียง กริกฯ ดังเบา และถี่ แสดงถึงความต้องการผสมพันธุ์
3. เสียง กริกฯ ดังยาว 2-3 ครั้ง แสดงอาการโกรธ การต่อสู้ หรือ ให้ออกห่าง
4. เสียง กริกฯ ลากเสียงยาว แสดงถึงการบอกอาณาเขตของตน

การเคลื่อนไหว
การระวังภัยของจิ้งหรีดจะรับรู้จากแรงลม โดยใช้เส้นขนบริเวณลำตัวเป็นตัวรับความรู้สึก พร้อมมีการ
เคลื่อนไหวตอบสนอง มี 3 แบบคือ การกลับตัว การกระโดด และการวิ่ง หากได้รับลมทางด้านหลัง
จิ้งหรีดจะกลับตัวก่อน แล้วค่อยกระโดด

การวางไข่
หลังจากผสมพันธุ์ 2-3 วัน ตัวเมียจะเริ่มวางไข่ โดยจะการวางไข่ไว้ใต้ดินที่มีความชื้น ดินมีความร่วนซุย
โดยใช้อวัยวะวางไข่ลักษณะเรียวแหลม คล้ายเข็ม ยาวประมาณ 1.5 ซม. แทงลงในดินลึก 1.0-1.5 การ
วางไข่ 1 ชุด ใช้เวลาประมาณ 1.5 ชม. วางไข่เป็นชุดๆประมาณ 25 ชุด แต่ละชุดใช้เวลาประมาณ 3-4 นาที
ตัวเมีย 1 ตัว สามารถวาไข่ได้มากกว่า 1000 ฟอง ไข่จะฟักเป็นตัวหลังจากวางไข่ได้ประมาณ 7 วัน

นอกจากนั้น ยังพบจิ้งหรีดชนิดที่มีอวัยวะวางไข่ ยาวจะมีการวางไข่ในดิน จิ้งหรีดที่มีอวัยวะวางไข่เป็นรูป
ดาบ ขอบเป็นฟันเลื่อยจะวางไข่บนพืชที่อ่อนนุ่ม และพวกที่อวัยวะวางไข่ขอบเป็นฟันแข็งจะวางไข่บนพืช
ที่มีลักษณะหยาบ

ลักษณะตัวอ่อน
ตัวอ่อนทีขนาดทุกส่วนของลำตัวที่เล็กกว่าตัวเต็มวัย ปีกงอกสั้น และมีสำลำตัว และสีปีกจาง เจริญเติบโต
และมีการลอกคราบเฉลี่ยประมาณ 5-14 ครั้ง ก่อนเข้าสู่ตัวเต็มวัย

ระยะตัวเต็มวัย
ระยะตัวเต็มวัยมีอวัยวะครบทุกส่วนเห็นได้ชัดเจน แบ่งเป็น 3 ส่วน คือ
1. ส่วนหัว ประกอบด้วย หนวด 1 คู่ ตา 1 คู่ และส่วนปาก ส่วนนี้เชื่อมติดกับอกด้วยเนื้อเยื่อ และอวัยวะ
ระบบทางเดินอาหาร ทำให้ส่วนหัวเคลื่อนเคลื่อนขึ้นลง ซ้ายขวาได้ มีหนวดเป็นอวัยวะรับสัมผัส และรับ
กลิ่น
2. ส่วนอก ประกอบด้วย ปีก 2 คู่ ขา 3 คู่ และส่วนท้องที่เป็นระบบทางเดินอาหาร และอวัยวะสืบพันธุ์

อาหาร และการหาอาหาร
จิ้งหรีดตัวอ่อน และตัวเต็มวัยชอบหลบซ่อนตัวในเวลากลางวันตามกอหญ้า รอยแตกของดิน หรือใต้กองไม้
เศษใบไม้ หรือต้นพืชแห้ง กลางคืนจะออกหาอาหารบริเวณใกล้กับแหล่งอาศัย โดยกัดกินต้นอ่อนของพืช
เป็นอาหารหลัก

วงจรชีวิตของจิ้งหรีดทองแดง
• ไข่
ไข่จิ้งหรีดมีสีเหลือง อยู่รวมกันเป็นกลุ่มภายในดิน มีลักษณะเรียวยาว คล้ายเม็ดข้าว กว้างประมาณ 0.005
ซม. ยาวประมาณ 0.2 ซม. ระยะไข่มีเวลาประมาณ 7 -10 วัน ก่อนฟักเป็นตัว

• ตัวอ่อน
ตัวอ่อนจิ้งหรีดระยะแรกลำตัวจะมีสีครีม แล้วค่อยๆเปลี่ยนสีเข้มข้นเรื่อยๆ จนกระทั่งมีสีน้ำตาล ตามด้วย
หนวดที่ค่อยๆเจริญยาวตามวัย ปีกค่อยๆเจริญ แต่ยังปิดส่วนท้องไม่มิด หรือเรียกระยะนี้ว่า เสื้อกั๊ก ระยะ
เจริญของตัวอ่อนประมาณ 30-40 วัน ก่อนเป็นตัวเต็มวัย

• ตัวเต็มวัย
เมื่อเจริญจนตัวเต็มวัย ลำตัว และปีกมีสีน้ำตาลหรือสีน้ำตาลปนดำ ลำตัวกว้าง 0.6-0.7 ซม. ความยาวจาก
หัวถึงท้ายประมาณ 2.24 ซม. มีหนวดยาว เพศผู้ปีกคู่หน้าย่น ส่วนเพศเมียปีกคู่หน้าเรียบ ทั้งเพศผู้ และ
เพศเมียมีแพนหาง ยาว 1 คู่ เพศเมียมีอวัยวะวางไข่ ยื่นยาวคล้ายเข็ม

วงจรชีวิตของจิ้งหรีดทองดำ
• ระยะไข่ และตัวอ่อน
มีลักษณะเหมือนจิ้งหรีดทองแดง

• ตัวเต็มวัย
เมื่อตัวอ่อนเจริญเต็มที่ สีลำตัว และปีกจะเปลี่ยนเป็นสีดำ หรือสีน้ำตาลเข้มปนดำ ช่วงกว้างลำตัวประมาณ
0.7 ซม. ส่วนหัวถึงท้ายยาวประมาณ 3 ซม. ปลายปีกคู่หลังยื่นยาวเลยท้ายลำตัว และส่วนของท้องมีแพน
หางยาว 1 คู่ เพศผู้มีปีกคู่หน้าย่น โคนปีกมีจุดสีเหลือง ส่วนเพศเมีย ปีกคู่หน้าเรียบ สีดำ มีอวัยวะวางไข่
ยาว แหลมยาวคล้ายเข็ม

ประโยชน์การเลี้ยงจิ้งหรีด

1. เป็นทางเลือกหนึ่งในการประกอบอาชีพ
2. เพื่อส่งเสริมให้มีอาหารปลดสารพิษไว้บริโภค
3. เป็นกิจกรรมยามว่าง ส่งเสริมสุขาพจิต โดยเฉพาะกลุ่มผู้สูงอายุ
4. เป็นอาหารสัตว์ เช่น ไก่ กบ เป็น ปลา และอื่น ๆ
5. ใช้ในอุตสาหกรรมอาหารกระป๋อง (จิ้งหรีดกระป๋อง)
6. เพื่อการกีฬา เช่น ใช้เป็นเหยื่อตกปลา

การเพาะเลี้ยงจิ้งหรีด
จิ้งหรีดสามารถนำมาเลี้ยงขยายพันธุ์ได้ทุกพันธุ์ แต่พันธุ์ที่รู้จักกันแพร่หลายมี 2 ชนิด ได้แก่ จิ้งหรีดพันธุ์
ทองดำ และพันธุ์ทองแดง
อุปกรณ์การเลี้ยงจิ้งหรีด

box cricket
1. บ่อเลี้ยง
บ่อเลี้ยงอาจเป็นวัสดุประยุกต์ต่างๆ เช่น กะละมัง ถังน้ำ (เลี้ยงจำนวนน้อย) แต่โดยทั่วไปนิยมใช้บ่อ
ซีเมนต์สำเร็จรูปหรือการก่ออิฐเป็นสี่เหลี่ยม หรือใช้แผ่นพลาสติกตียึดกับโครงไม้ เพราะจะได้พื้นที่มาก
พอสำหรับการเลี้ยงจิ้งหรีดจำนวนมาก หากเลี้ยงหลายบ่อควรให้มีระยะห่างของบ่อ ประมาณ 1 เมตร หรือมี
ระยะที่สามารถเดินเข้าออกได้สะดวก
2. ผ้าเขียวหรือลวดตาข่าย
ผ้าเขียวหรือลวดตาข่ายจะใช้สำหรับครอบปิดปากบ่อเพื่อป้องกันจิ้งหรีดไต่หรือกระโดดออกจากบ่อ และ
ป้องกันศัตรูของจิ้งหรีด เช่น จิ้งจก ตุ๊กแก นก เป็นต้น โดยทั่วไปจะใช้ผ้าเขียวจะให้ผลดีสุดทั้งป้องกัน
จิ้งหรีดออก และป้องกันศัตรูจิ้งหรีดได้ดี มีราคาถูก ใช้ และรื้อง่าย โยควรมีขนาดที่คลุมมิดทั้งปากบ่อที่
สามารถใช้เชือกรัดปิดรอบบ่อได้

3. วัสดุหลบซ่อน
วัสดุหลบซ่อนจะใช้วางในบ่อเลี้ยงเพื่อให้จิ้งหรีดหลบซ่อนตัว และให้ความอบอุ่น เช่น กาบมะพร้าว อิฐ
บล็อกมีรู หญ้าแห้ง ถาดกระดาษรองไข่ เป็นต้น

4. ถาดน้ำ และถาดอาหาร
ถาดน้ำควรมีลักษณะทรงสี่เหลี่ยมด้านขนาน กว้างประมาณ 5 ซม. สูงประมาณ 3-5 ซม. และยาวตั้งแต่ 10
ซม. ขึ้นไป วางในบ่อ 3-5 อัน ตามจำนวนที่เลี้ยง ส่วนถาดอาหารควรมีลักษณะเป็นวงกลม เช่น ถาด
อาหารทั่วไปตามท้องตลาด 1-2 ถาด

5. วัสดุรองพื้น
วัสดุรองพื้นใช้สำหรับเป็นที่ซับน้ำ ซับมูล และรักษาอุณหภูมิที่พอเหมาะสำหรับการเลี้ยงจิ้งหรีด วัสดุที่ใช้
ได้แก่ ทราย หรือ ดินทราย หรือ แกลบ

การจัดการบ่อเลี้ยง
การใส่วัสดุ

box cricket1

– ใส่วัสดุรองพื้นอย่างใดอย่างหนึ่งหรือหลายอย่าง เช่น ทราย ดินทราย หรือแกลบ หากใส่หายอย่างมักจะ
ใช้ดินทรายเป็นวัสดุรองพื้นเป็นชั้นแรก และอาจตามด้วยทรายหรือแกลบ โดยให้มีความหนาโดยรวม
ประมาณ 3-5 ซม. และควรเปลี่ยนถ่ายทุกครั้งที่มีการเปลี่ยนรุ่นการเลี้ยงใหม่ หรืออย่างมากไม่ควรเกิน 2
รุ่น/ครั้ง
– วัสดุหลบซ่อนสำหรับให้จิ้งหรีดหลบซ่อนหรือวางไข่ ได้แก่ อิฐมีรู หญ้าแห้ง ถาดกระดาษรองไข่ หญ้า
แห้ง เป็นต้น ควรใส่ให้กินพื้นที่ประมาณร้อยละ 50-60 ส่วนที่เหลือเป็นพื้นที่ วางวัสดุใส่อาหาร และพื้นที่
ว่าง โดยจัดวางซ้อนกัน 2-3 ชั้น แต่ไม่ควรให้สูงเกิน 2 ใน 3 ของความสูงบ่อ โดยเฉพาะบริเวณขอบบ่อ
– วัสดุใส่น้ำ ควรมีให้ประมาณ 2-3 อัน แล้วแต่ขนาด ส่วนถาดอาหารควรมีประมาณอย่างน้อย 2 อัน ขึ้น
กับจำนวนที่เลี่ยง และให้กินพื้นที่บ่อประมาณร้อยละ 20-30 ส่วนที่เหลือประมาณร้อยละ 20-30 จากพื้นที่
ของวัสดุหลบซ่อน และจากวัสดุให้น้ำ และอาหาร ควรเป็นที่โล่ง ซึ่งจะใช้สำหรับกิจกรรมของจิ้งหรีดหรือ
ใช้เพื่อวางอาหารชนิดหญ้าสด

การปล่อย และเลี้ยงจิ้งหรีด
การปล่อยพ่อ-แม่พันธุ์
พ่อแม่พันธุ์ที่ใช้เลี้ยงจะต้องเป็นพ่อแม่พันธุ์ตัวเต็มวัยแล้ว 3-5 วัน โดยสังเกตจากปีกที่คลุมมิดส่วนท้องแล้ว
ปีกมีลักษณะสมบูรณ์ไม่ฉีกขาด ปีกไม่หัก หนวดมีครบทั้ง 2 เส้น ขามีสภาพสมบูรณ์ และครบทุกขา อัตรา
การปล่อยพ่อพันธุ์ : แม่พันธุ์ที่ 1 : 3

หลังการปล่อยพ่อแม่พันธุ์ประมาณ 3 สัปดาห์ ช่วงนี้จะมีการผสมพันธุ์ และวางไข่ จนถึงระยะที่จิ้งหรีดฟัก
ออกเป็นตัวอ่อน ส่วนพ่อ-แม่พันธุ์ จะถึงอายุขัย และตายไปหมด ซึ่งต้องคอยกำจัดออกในช่วงนี้

การให้น้ำ-อาหารจิ้งหรีด

การให้น้ำจิ้งหรีด แรกฟักออกมาเป็นตัวอ่อนควรใช้ ฟองน้ำชุปน้ำพอชุ่มแล้ววางไว้ในสถานที่ที่ตัวอ่อนออก
มากินได้สะดวก น้ำที่ให้กินอาจใช้เป็น น้ำหมักผสมกับน้ำเพื่อเจือจาง ปลอดภัย สามารถใช้ได้ตลอด ช่วย
ให้จิ้งหรีดต้านโรคได้ดี ป้องกันการแพร่ของเชื้อ อิริโดในจิ้งหรีด ช่วยลดกลิ่นจิ้งหรีดพันธ์ทองดำได้ดีและ
ขจัดกลิ่นในโรงเรือน หรือถ้าไม่ได้ใช้สูตรน้ำหมักก็ ควรใช้น้ำเปล่า หลังจากจิ้งหรีดอายุ 3-4 สัปห์ดาควรใช้
หินหรือวัสดุที่จิ้งหรีดสามารถเข้ามากินน้ำได้โดยไม่จมน้ำ บางท่านใช้ผ้ารองพื้นแล้วตัดขวด หรือแก้วควำ
ไว้จิ้งหรีดจะมากินน้ำที่ซืมออกมาจากผ้า สะดวกยังไงให้ใช้อย่างนั้น สามารถใช้ได้หมด ครับ ข้อควรระวัง
คือสังเกตุว่าน้ำล้นออกมาที่ภาชนะหรือเปล่าเพราะถ้าน้ำล้นตัวอ่อนจิ้งหรีดที่มากินน้ำก็จะจมน้ำตาย ผู้
เลี้ยงที่ทดลองเลี้ยงส่วนใหญ่ประสบปัญหานี้กันทั้งนั้น ฉะนั้น แนะนำว่า ควรใช้ ฟอกกี้ ฉีดพ่น จะดีกว่าแต่
ต้องสังเกตุไม่ให้ฟองน้ำแห้งเพราะจิ้งหรีดจะมาดุดน้ำจากฟองน้ำ

ส่วนการให้อาหารนั้น ตัวอ่อนจะไม่เปลืองอาหารเท่าไหร่ ระยะ 4-5 วันให้ทีก็ได้โดยการสังเกตุจากที่ตัว
อ่อนกินว่าหมดหรือเปล่าถ้าหมดค่อยเติมให้ อาหารที่ใช้เลี้ยงจิ้งหรีดก็เป็นอาหารไก่เล็ก ซึ่งมีโปรตีนสูง
ประมาณ 21% หาซื้อได้ตามท้องตลาดครับ ช่วงตัวอ่อนให้บดอาหารให้ละเอียดเหมือนรำ จะทำให้จิ้งหรีด
กินได้ง่ายกว่าแบบเม็ดบี้ครับ ส่วน อาหารเสริม จำพวกผัก ให้เมื่อจิ้งหรีดเริ่มโตขึ้นมาหน่อย จิ้งหรีดกินผัก
แทบทุกชนิดที่ไม่มีกลิ่นฉุน พวกผักกะหล่ำชนิดต่างๆ, ผักกาดต่างๆ, ผักบุ้ง, ใบมะละกอ, ต้นกล้วย(โดย
เฉพาะแกนในหลังจากตัดกล้วยแล้ว), ใบฟักทอง(อันนี้เห็นมันชอบกินมาก แป๊บเดียวเกลี้ยง), ใบบวบหรือ
ใบไม้เลื้อย ส่วนที่เป็นผลก็พวกฟักทอง, แตงกวา, เปลือกแตงโม, มะละกอ, แตงชนิดต่างๆ รวมทั้งกล้วยสุก
จากที่สังเกตมันจะชอบผักกาดมากกว่าผักบุ้ง(อาจเพราะผักบุ้งมียาง) และเราควรเปลี่ยนชนิดผักบ้างเพื่อไม่
ให้มันเบื่อ ส่วนผักที่ซื้อมาต้องระวังเรื่องยาฆ่าแมลงด้วย และเราควรให้พอกินหมดเป็นวันๆไป และเก็บเศษ
ผักออกเพื่อไม่ให้เน่าและขึ้นรา อาหารเสริมจะช่วยลดต้นทุนได้มาก และใช้เผื่อเวลาที่อาหารไก่หมด
จิ้งหรีดจะได้ไม่กินกันเอง

พื้นที่รอบบ่อ
เพื่อป้องกันสัตว์หรือแมลงชนิดอื่นที่อาจเข้ามาทำลายจิ้งหรีดหรือแย่งอาหารจิ้งหรีด เช่น มดชนิดต่างๆ นั้น
จะต้องป้องกันด้วยการโรยผงกันแมลงหรือปูนขาวโดยรอบบ่อเลี้ยง และคอยมั่นตรวจสอบบริเวณโดยรอบ
เป็นประจำ

การจับจิ้งหรีด
จิ้งหรีดที่เลี่ยงจะสามารถจับจำหน่ายได้เมื่ออายุประมาณ 30-45 วัน ขึ้นไป หลังฟักออกจากไข่ ซึ่งวิธี
การจับจะใช้การเปลี่ยนวัสดุหลบอาศัยหรือเป็นวัสดุที่ใส่ตั้งแต่ตอนแรกที่สามารถเก็บรวบรวมจิ้งหรีดขณะ
หลบซ่อนตัวได้ดี เช่น แผงไข่ที่วางซ้อนกันเป็นคอนโดจิ้งหรีดจะเข้าไปหลบซ่อน เราก็นำแผงไข่ออกมา
เคาะใส่ภาชนะ ซึ่งก่อนที่จะทำการจับขาย 1 วัน ให้เอา ขันพลาสติกใส่ขี้เถ้าไว้ให้จิ้งหรีดตัวเมียฝังไข่ลง
ในขี้เถ้า นอกจากนั้นก็จะวางฝักทองไว้ให้จิ้งหรีดกินเพื่อล้างท้อง เมื่อครบ 1 คืนแล้วก็จะแยกเอาขันขี้เถ้า
ซึ่งจะมีไข่จิ้งหรีดอยู่เป็นจำนวนมากไปเป็นจิ้งหรีดชุดต่อไป

การทำขันไข่พลาสติก
1. นำแกลบดำมาผสมกับน้ำให้พอปั้นเป็นก้อนได้ และไม่แฉะเกินไป อาจใช้แกลบเก่าที่เพาะรุ่น
ก่อนมาผสมกับแกลบใหม่เพื่อความประหยัดก็ได้ แต่หากจะใช้แกลบเก่าอย่างเดียวก็ได้ คิดว่าไม่น่ามี
ปัญหาอะไร หากแกลบดำไม่เพียงพอ อาจใช้ทรายละเอียดมาผสมกับแกลบดำ ในสัดส่วนเท่าๆกันเพื่อเพิ่ม
ปริมาณ จากการสังเกตพบว่าการผสมทรายเข้าไปไม่มีผลต่อการวางไข่แต่อย่างใด แค่น้ำหนักขันเพิ่มขึ้น
เท่านั้น
2. ใส่แกลบลงไปประมาณ 3 ใน 4 ของขัน กระแทกขันกับพื้นเบาๆเพื่อให้ดินแน่นขึ้น แต่อย่าให้
แน่นมาก และใช้มือปาดด้านหน้าให้เรียบเสมอกัน
3. เมื่อทำเสร็จแล้วจึงเอาไปใส่ในบ่อทันที ไม่ควรทิ้งไว้ข้างนอกนานๆ เพราะดินอาจแห้งได้
หากดินแห้งก็ต้องเอามาผสมน้ำใหม่
4. วางขันดินให้ชิดขอบบ่อเพื่อจิ้งหรีดจะได้ปีนเข้าได้ หรือใช้ไม้พาดด้วยก็ได้

การเลี้ยงจิ้งหรีดสร้างรรายได้ถึง 40,000 – 50,000 บาทต่อเดือนกันเลยทีเดียว