ข้าวฟ่าง

sorghum

ข้าวฟ่างถือเป็นอีกทางเลือกหนึ่งของเกษตรกรเลี้ยงสัตว์ เพราะมีราคาไม่แพงเมื่อเทียบกันกับข้าวโพด แต่ข้อแตกต่างสำหรับข้าวฟ่างกับข้าวโพดก็มีเช่นกัน แต่ไม่

มากนัก แต่เมื่อเทียบกับผลกำไรที่ได้รับแล้วข้าวฟ่างถือเป็นส่วนประกอบในอาหารสัตว์ที่น่าสนใจมากเลยทีเดียว ข้าวฟ่างมีไขมันน้อยกว่าข้าวโพดแต่ถึงจะใช้ในปริมาณมากกว่าข้าวโพดก็จริงแต่การใช้ข้าวฟ่างก็ยังสร้างกำไรให้กับเกษตรกรมากกว่าเมื่อหักลบต้นทุนแล้ว
ข้าวฟ่างมีหลายชนิด แต่ละชนิดก็มีคุณประโยชน์และลักษณะที่แตกต่างกันออกไป
– ข้าวฟ่างชนิดหวาน ข้าวฟ่างชนิดนี้ลำต้นมีรสหวาน พันธุ์ที่นิยมนำมาทำหญ้าสัตว์เลี้ยงได้แก่ พันธุ์ธีส พันธุ์ริโอ พันธุ์เรย์ และพันธุ์แบรนเดส
– ข้าวฟ่างใช้เมล็ด ข้าวฟ่างชนิดนี้ใช้การนำเมล็ดไปแปรรูปเป็นอาหารสัตว์ โดยข้าวฟ่างชนิดนี้จะมีลำต้นเตี้ย เมล็ดโต ช่อใหญ่และให้ผลผลิตสูงกว่าข้าวฟ่างกลุ่ม

อื่น ๆ
– ข้าวฟ่างหญ้า ข้าวฟ่างชนิดนี้นิยมนำใบและลำต้นมาใช้ในการเลี้ยงสัตว์ หรืออาจนำมาทำหญ้าแห้ง หญ้าหมัก ข้าวฟ่างชนิดนี้มีลักษณะแตกกอดี ใบเล็กและเรียว และที่สำคัญสามารถตัดต้นให้สัตว์กินได้หลาย ๆครั้ง
– ข้าวฟ่างคั่ว สำหรับประเทศไทยนั้นยังไม่มีการนำมาใช้ประโยชน์แต่อย่างใด แต่ในต่างประเทศนิยมนำไปคั่วเช่นเดียวกับข้าวโพดคั่ว (Pop Corn)  หรือนำไปใช้เป็นส่วนประกอบ

ของขนมหวาน
– ข้าวฟ่างไม้กวาด ข้าวฟ่างชนิดนี้สามารถนำไปทำไม้กวาดได้ ซึ่งในประเทศไทยก็มีการทำไม้กวาดด้วยข้าวฟ่างชนิดนี้อยู่เช่นกัน ลักษณะของข้าวฟ่างชนิดนี้คือ ใบน้อย เมล็ดน้อย ลำต้นแข็งแรง ช่อดอกยาว และออกดอกมาจากจุดจุด เดียว
เรื่องของพันธุ์ข้าวฟ่างนั้นจะขอพูดถึงเฉพาะพันธุ์ที่มีการสนับสนุนของรัฐบาลและเอกชนของไทยได้แก่
– ข้าวฟ่างพันธุ์แท้ หรือสายพันธุ์บริสุทธิ์
– ข้าวฟ่างลูกผสม
สำหรับข้าวฟ่างพันธุ์แท้นั้น  ข้าวฟ่างที่ดีประเภทนี้ จะสามารถให้ผลิตผลสูง ต้านทานต่อโรคและแมลงได้ดี แต่ต้นมีความสูงไม่ค่อยสม่ำเสมอนัก ข้าวฟ่างชนิดนี้มีทั้งพันธุ์หนักอายุยาว และพันธุ์เบาอายุสั้น สามารถเก็บเมล็ดเอาไว้ทำพันธุ์ เพื่อปลูกในฤดูต่อไปได้ โดยไม่กลายพันธุ์ เช่น พันธุ์เฮการีหนัก พันธุ์อู่ทอง ๑ และพันธุ์สุพรรณบุรี ๖๐
สำหรับข้าวฟ่างพันธุ์ลูกผสมนั้น คือ พันธุ์ข้าวฟ่างที่ได้จากการผสมข้ามของสายพันธุ์แท้ (inbred line) สองสายพันธุ์ขึ้นไป เรียกว่า ลูกชั่วแรก (F1) เพื่อให้เกิดลักษณะดีเด่นหลายๆ ประการ เช่น ให้ผลิตผลสูง แข็งแรง ต้นเตี้ยมีความสูงสม่ำเสมอมาก เก็บเกี่ยวได้ง่าย เจริญเติบโตอย่างรวดเร็ว ออกดอกเร็ว อายุเก็บเกี่ยวสั้น ต้านทานโรคและแมลงได้ดี ตอบสนองต่อปุ๋ยดี แต่เมล็ดของข้าวฟ่างประเภทนี้ ไม่สามารถนำไปใช้เป็นเมล็ดพันธุ์ เพื่อปลูกต่อไปได้ เพราะลักษณะดีเด่นต่างๆ จะปรวนแปร และเสื่อมลง ต้องซื้อเมล็ดพันธุ์ใหม่มาปลูกทุกปี เมล็ดพันธุ์ส่วนใหญ่ผลิตจำหน่ายโดยบริษัทเอกชน ราคาเมล็ดพันธุ์ค่อนข้างแพง เนื่องจากวิธีการผลิตเมล็ดพันธุ์ลูกผสมนี้ทำได้ยาก เช่น พันธุ์ลูกผสม เคยู ๘๕๐๑ (KU 8501) พันธุ์แปซิฟิก ๘๐ (Pacific 80)
สีของเมล็ดข้าวฟ่างที่มีอยู่ในปัจจุบัน ทั้งพันธุ์แท้ และพันธุ์ลูกผสม มีทั้งสีขาว สีเหลือง สีเหลืองนวล สีแดงแสด และสีน้ำตาล ความนิยมปลูกของพันธุ์ที่มีเมล็ดสีต่างๆ นั้น ไม่มีหลักเกณฑ์ที่แน่นอน ขึ้นอยู่กับความต้องการของตลาดหรือการค้า และวัตถุประสงค์ของการใช้ประโยชน์ หรือในการแปรรูป ซึ่งแตกต่างกันไปในแต่ละท้องถิ่น ข้าวฟ่าง โดยธรรมชาติจะเป็นพืชผสมตัวเอง แต่อาจจะมีการผสมข้ามโดยลมหรือแมลงถึงร้อยละ ๑๕ ดังนั้น จึงไม่ควรปลูกข้าวฟ่างต่างพันธุ์ ที่มีสีเมล็ดต่างกันไว้ใกล้กัน และในเวลาเดียวกัน เพราะจะทำให้เกิดการผสมข้าม เป็นเหตุให้สีเมล็ดเกิดการผสมปนกัน ขายไม่ได้ราคาดี
เมล็ดข้าวฟ่างแห้งหนัก 100 กรัม ประกอบด้วยน้ำ 8-16 กรัม โปรตีน 8-15 กรัม ไขมัน 2-6 กรัม คาร์โบไฮเดรต 70-80 กรัม เส้นใย 1-3 กรัม เถ้า 1-2 กรัม พลังงาน 1,300-1,600 กิโลกรัม/100 กรัม ของส่วนที่รับประทานได้ เมล็ดข้าวฟ่าง 1,000 เมล็ด หนัก 13-40 กรัม สารแทนนินในเมล็ดข้าวฟ่างเป็นตัวกำหนดคุณค่าทางโภชนาการ เนื่องจากสารแทนนินสามารถยึดจับกับโปรตีน และทำให้มีการย่อยโปรตีนได้น้อยลง โปรตีนส่วนใหญ่ คือ โปรลามีน (prolamine) ซึ่งไม่ค่อยมีคุณค่าทางโภชนาการนัก นอกจากนี้สารแทนนินที่อยู่บนส่วนต่างๆ ของเมล็ดยังทำให้เมล็ดมีรสขมด้วย โดยพบว่าเมล็ดข้าวฟ่างที่มีสีแดง ชมพู และน้ำตาลมักมีรสขมกว่าเมล็ดข้าวฟ่างสีขาวและเหลือง ซึ่งสารแทนนินสามารถถูกกำจัดออกได้โดยการขัดสีผนังผลและเปลือกเมล็ด แต่ถ้าสารแทนนินอยู่ในเอนโดสเปิร์มซึ่งเต็มไปด้วยแป้ง ก็ถูกกำจัดออกยาก  ลำต้นสดของข้าวฟ่างมีปริมาณสารอาหารแตกต่างกันตามพันธุ์และอายุของลำต้น โดยทั่วไปพบว่า ลำต้นสดหนัก 100 กรัม ประกอบด้วยน้ำ 78-86 กรัม ลำต้นแห้งหนัก 100 กรัม ประกอบด้วยโปรตีน 12 กรัม คาร์โบไฮเดรต 40-50 กรัม เส้นใย 20-30 กรัม ในการใช้ลำต้นและใบสดของข้าวฟ่างเลี้ยงสัตว์ ต้องระมัดระวังเกี่ยวกับปริมาณของกรดไฮโดรไซยานิก (hydrocyanic acid) ที่มีอยู่ในปริมาณที่แตกต่างกันในแต่ละพันธุ์ด้วย เนื่องจากในสภาพที่แห้งแล้งมากนั้น จะมีการสร้างและสะสมสารนี้สูงในส่วนของใบอ่อนและกิ่งแขนง ถ้าสัตว์ได้รับสารนี้ในปริมาณมากอาจทำให้สัตว์ป่วยและตายได้ แต่ถ้านำส่วนลำต้นและใบไปทำหญ้าแห้งเลี้ยงสัตว์สารนี้ก็จะสลายไป