ฟาร์มกบหนุ่มไฟแรง อินเตอร์ฟร็อก

และอีกหนึ่งนักธุรกิจไฟแรงที่สนใจในกิจการการเลี้ยงกบ ในชื่อฟาร์มอินเตอร์ฟร็อก แห่งจังหวัดนครนายก ซึ่งมองเห็นถึงช่องทางการเจริญเติบโตทั้งในด้านของ

รายได้และการตลาด ถือเป็นอีกหนึ่งตัวอย่างที่นำมาแนะนำให้ผุ้ที่สนใจได้ศึกษาและเรียนรู้กันต่อไป

สำหรับฟาร์มกบ อินเตอร์ฟร็อก เจ้าของฟาร์มเริ่มจากการศึกษาเรียนรุ้ด้วยการเข้าเยี่ยมชมฟาร์มต่าง ๆ เพื่อหาความรู้ และเริ่มลงมือทำในปี 2549 เป็นต้นมา โดยเริ่มลงทุนในการเลี้ยงที่ 10 บ่อ และเพิ่มจำนวนกระชังและสะสมพ่อแม่พันธุ์คุณภาพดี เพื่อเพาะพันธุ์กบด้วยตนเองถือว่าเป็นจุดแข็งของฟาร์ม เพราะกบมีสุขภาพแข็งแรง สมบูรณ์ ไม่โทรมจากการขนส่ง และสามารถควบคุมผลผลิตให้ตรงกับความต้องการของตลาดได้เป็นอย่างดี

เคล็ดลับการเพาะขยายพันธุ์กบ

ในช่วงแรกเริ่มจากการซื้อพ่อพันธุ์จากฟาร์มอื่น ๆ เพื่อป้องกันปัญหาเลือดชิด โดยจะซื้อลุกกบเพศผู้มาเพาะเลี้ยงและคัดพันธุ์เองโดยเน้นพ่อพันธุ์ที่มีอายุตั้งแต่ 8 เดือน ขึ้นไป ส่วนแม่พันธุ์ก็ต้องอายุไม่น้อยกว่า 1 ปี มีน้ำหนักเฉลี่ย 3 ตัวต่อกิโลกรัม สำหรับบ่อเพาะนั้นจะใส่น้ำลงไปให้สูงประมาณ 5-7 เซนติเมตร และใส่พ่อแม่พันธุ์ลงบ่อ และสังเกตุความพร้อมของพ่อแม่กบอีกครั้ง สำหรับกบตัวผู้จะทดสอบกบด้วยการจับที่ลำตัวและใช้นิ้วมือสอดใต้คาง หากแสดงอาการรัดนิ้วแสดงว่าพร้อมในการผสมพันธุ์แล้ว ส่วนตัวเมียด้านข้างลำตัวจะแข็ง สำหรับ 1 บ่อจะปล่อยพ่อพันธุ์ 25 ตัว และแม่พันธุ์ 20 ตัว  ช่วงเวลาที่เหมาะแก่การผสมพันธุ์คือ เช้าและเย็น ตั้งแต่ 16.00-17.00 น. จากนั้นปล่อยทิ้งไว้ 1 คืน กบจะออกไข่มาในช่วงเช้า ประมาณ  7.00-8.00 น. หลังจากนั้นให้ช้อนพ่อแม่พันธุ์ออก โดยปกติพ่อแม่พันธุ์ 1 ตัว จะให้ไข่ครั้งละ  1,500-2,000 ฟอง และใช้เวลาอีก 1  วันในการฟักเป็นลูกอ๊อด และเมื่อเพาะขยายพันธุ์ได้แล้วไม่ต้องให้อาหารใน 3 วันแรก เพราะยังมีไข่แดงเหลืออยู่ เมื่อเข้าวันที่ 4 จึงเริ่มให้อาหารผงโปรตีน 40% ปั้นเป็นก้อนให้อาหารปริมาณน้อยแต่บ่อย ๆ เฉลี่ยวันละ 4-5 ครั้ง หลังจากนั้นจึงค่อยย้ายลูกอ๊อดลงบ่อและอนุบาลจนมีอายุได้ 10 วัน หลังจากนั้นก็สามารถจับลูกกบขายได้ เพื่อให้เกษตรกรที่มารับซื้อนำไปเลี้ยงต่อไป

การตลาดของทางฟาร์ม

การตลาดที่มีการบริหารอย่างรัดกุมของทางฟาร์มคือ จะใช้วิธีการบริหารและจัดการด้วยการเลือกผลิตกบให้ออกสู่ตลาดในช่วงที่ตลาดมีความต้องการสูงเท่านั้น หรือช่วงที่กบขาดตลาดเพื่อทำให้ได้ราคาสูงและกำไรดี ในช่วงที่เป็นกำไรสูงสุดคือช่วง ปลาปีจนถึงต้นปีเท่านั้น นอกจากเวลานี้เวลาอื่น ๆ ทางฟาร์มจะไม่ผลิตกบออกสู่ตลาดเด็ดขาด เพราะได้กำไรน้อยและที่สำคัญช่วงนี้จะมีกบออกสู่ตลาดมากจนไม่น่าผลิตกบออกจำหน่าย ในความเห็นของฟาร์ม ในช่วงที่กบขาดตลาดคือช่วงที่มีฝนตกบ่อยทำให้ไข่กบไม่ค่อยฟักตัว ประกอบกับช่วงฤดูหนาว ทำให้กบไม่ค่อยกินอาหาร ทำให้กบไม่ค่อยโตมีปริมาณกบเข้าสู่ตลาดน้อย ทำให้สินค้าในท้องตลาดไม่เพียงพอต่อความต้องการของผู้บริโภค ถือว่าเป็นช่วงนาทีทองที่ผลิตออกมาเท่าไหร่ก็ไม่เพียงพอต่อความต้องการนั่นเอง

ยึดหลักนโยบายเติบโตไปพร้อมกับเกษตรกรเครือข่าย

เนื่องจากทางฟาร์มมีฐานลูกค้าที่นิยมมาซื้อลูกกบไปเพาะและจำหน่ายกันมาก ในแถบภาคกลาง คือเป็นตลาดสำคัญของทางฟาร์ม เนื่องจากมีอัตรารอดตายสูงถึง 80-90%  โดยยอดจำหน่ายลูกกบของทางฟาร์มไม่ต่ำกว่า 50,000 ตัวต่อสัปดาห์ และทางฟาร์มนอกจากจำหน่ายพันธุ์กบแล้วยังส่งเสริมให้คำแนะนำเกษตรกรดังกล่าวในเรื่องของการตลาดอีกด้วย หากเกษตรกรท่านใดที่สนใจในการเลี้ยงกบลักษณะฟาร์มเครือข่ายกับทางอินเตอร์ฟร็อกฟาร์ม ก็สามารถติดต่อขอคำแนะนำมาได้ เพราะอย่างไรจะไม่มีการประสบปัญหาภาวะขาดทุนเด็ดขาด เพราะหากเลี้ยงไปแล้วไม่มีตลาด ทางฟาร์มก็ยินดีที่รับซื้อกบคืน โดยทางฟาร์มจะรับซื้อคืนในราคาตลาดและไม่มีข้อผูกมัดใด ๆ อีกด้วย

เทคนิคการเลี้ยงกบแบบมืออาชีพ

ทางฟาร์มจะทำการเลี้ยงกบเนื้อในบ่อดินทั้งหมด เพราะต้นทุนจะต่ำ จัดการง่าย ไม่ยุ่งยาก แต่ต้องใส่ใจเรื่องการดูแลความสะอาดของน้ำเป็นสำคัญ และความเป็นกรดด่างของน้ำต้องสม่ำเสมอ และควบคุมไม่ให้เกิดโรคระบาดอีกด้วย จุดด้อยของการเลี้ยงกบในกระชังคือ มูลกบ แต่ทางฟาร์มแก้ปัญหาด้วยวิธีการปล่อยปลานิลลงไปกินมูลกบ ถือเป็นอีกหนทางที่สร้างรายได้อีกด้วย ทางฟาร์มนอกจากจะดูแลจัดการเรื่องดังกล่าวแล้ว ยังใส่ใจเรื่องการคัดแยกขนาดของกบเป็นสำคัญอีกด้วย เพราะหากทำเช่นนี้จะทำให้กบมีอัตรารอดตายสูง ไม่ว่าจะเลี้ยงด้วยวิธีใด ๆ ก็ตาม ทางฟาร์มมักแนะนำให้เกษตรกรเลี้ยงกบในกระชังขนาด 3×4 เมตร เลี้ยงราว 1,500-2,000 ตัว โดยมีระยะเวลาการเลี้ยงประมาณ 1.5-2  เดือน และคัดขนาดของกบออกจำหน่ายตามความต้องการของตลาดแต่ละช่วง หากมีเงินทุนไม่สูงเกษตรกรก็สามารถเลี้ยงในกระชังปลาเก่าได้เช่นกัน แต่ต้องควบคุมค่า ph ของน้ำให้อยู่ที่ 6.5 ใช้เงินลงทุนซื้อกระชังราว 300 บาทฟองน้ำ 2 แผ่น ราคา 100 บาท ก็พร้อมเลี้ยงกบได้แล้ว และต้องมีเงินทุนหมุนเวียนสำหรับซื้อพันธ์กบเฉลี่ยตัวละ 1 บาท รวมต้นทุนอาหารช่วงประมาณ 2 เดือนอีกประมาณ 28-30 บาทต่อตัว และหากเลี้ยงราว 1,500-2,000 ตัวก็จะได้กำไรไม่ต่ำกว่า 2,000 บาท หากเลี้ยง 10 กระชังก็สามารถยึดเป็นอาชีพได้เลยทีเดียว

ที่ผ่านมาทางฟาร์มประสบความสำเร็จด้านการตลาดสูงและมีความคิดก้าวหน้า ทำให้ผลิตลูกกบออกสู่ตลาดเกษตรกรเพาะเลี้ยงได้สูงถึงสัปดาห์ละ 100,000 ตัว และไม่สามารถขยายการผลิตได้อีกแล้วเนื่องจากพื้นที่จำกัด จึงคิดที่จะขยายธุรกิจไปจังหวัดใกล้เคียง ให้สอดคล้องต่อความต้องการของตลาดสืบต่อไป

 

 

ใส่ความเห็น