เกษตรกรเลี้ยงหมูที่หันมาเลี้ยงกบ จังหวัดสุพรรณบุรี

จากเดิมที่เคยทำฟาร์มหมู เกษตรกรท่านนี้ได้หันหลังให้กับกิจการดังกล่าวและมาสนใจเลี้ยงกบในปี 2551  โดยใช้พื้นที่บริเวณบ้านจำนวน 3 งาน ในช่วงแรกเค้าเริ่ม

เลี้ยงกบในกะลา แต่เมื่อถึงเวลานำออกจำหน่ายนั้นราคากลับไม่ดีสักเท่าไหร่ ความต้องการของผู้บริโภคยังน้อย ณ เวลานั้น จึงทำให้เค้าเปลี่ยนจากการเลี้ยงในแบบเดิม ๆ  มาเป็นการเลี้ยงแบบใหม่ด้วยการสร้างบ่อขึ้นและนำกบตัวผู้และตัวเมียมาผสมพันธุ์กันด้วยวิธีธรรมชาติ และรุ่งเช้าก็จะพบไข่กบอยู่ในบ่อจำนวนมาก จากนั้นก็เริ่มนำพ่อแม่พันธุ์ออกจากบ่อเพื่อป้องกันไม่ให้กินไข่กบในบ่อด้วย การเลี้ยงกบด้วยบ่อปูนวิธีนี้ มีข้อดีคือ เลี้ยงง่าย และคนนิยมบริโภคมากกว่า จึงทำการขยายพื้นที่เลี้ยงกบขึ้นเรื่อย ๆ แต่ก็ยังคงเลี้ยงหมูอยู่บ้าง แต่ประสบปัญหาเรื่องค่าใช้จ่ายของอาหารหมูสูงมาก จึงเลิกเลี้ยงหมูอย่างถาวรและหันมาเลี้ยงกบอย่างเต็มตัว จากนั้นก็เริ่มหาแม่พันธุ์ตัวเมียพันธุ์บูลฟร็อกซี่งมีขนาดใหญ่เมื่อโตเต็มที่จะมีน้ำหนักถึง 1 กิโลกรัม แต่เมื่อนำมาเลี้ยงแล้วกลับยังไม่เป็นที่ต้องการของตลาดเท่าที่ควร เนื่องจากขนาดที่ใหญ่จนเกินไป หลังจากนั้นจึงเปลี่ยนความคิดมาเลี้ยงกบนาแทนตั้งแต่นั้นมา โดยเริ่มจากการซื้อสายพันธุ์กบมาจากจังหวัดสระบุรี จำนวน 10 คู่ คู่ละ 100 บาท เป็นสายพันธุ์แท้และลูกผสม ซึ่งเวลาคัดจะคัดกบที่มีหัวสีเขียวซึ่งเป็นสายพันธุ์บูลฟร็อกแท้ออก เพราะตลาดไม่ต้องการเมื่อเลี้ยงต่อไป ช่วงแรกนี้ทางฟาร์มจะเริ่มเลี้ยงในกระชังก่อนแต่ยังเกิดปัญหาเรื่องการถ่ายน้ำที่ไม่สะดวก จึงได้พลิกแพลงใหม่มาเป็นการเลี้ยงแบบกระชังบนดิน 1 กระชังสามารถเลี้ยงได้ประมาณ 2,000-3,000 ตัว เมื่อครบอายุจะสามารถขายได้ 5 ตัวต่อกิโลกรัม กิโลกรัมละ 45 บาท และทางฟาร์มก็ยังจำหน่ายลูกกบด้วยราคาตัวละ 1 บาท  ยอดจำหน่ายลูกกบจะอยู่ที่ 20,000-30,000 ตัวต่อเดือน การจำหน่ายกบนั้นทางฟาร์มจะได้รับออเดอร์ล่วงหน้าจากลูกค้าก่อนถึงจะทำการเพาะ โดยมากจะสั่งขั้นต่ำประมาณ 10,000 ตัวขึ้นไป  ทางฟาร์มจะเริ่มเพาะให้ได้ขนาดตามที่ลูกค้าต้องการก็จะทำการแจ้งลูกค้าให้มารับกบเป็นรอบ ๆ ไปก็ถือเป็นรายได้ที่ใช้ได้ทีเดียว

ใส่ความเห็น