เพาะกบนาขาย รายได้งาม ที่เพชรบุรี

กบนาเป็นกบที่มีการบริโภคกันมาช้านาน แต่ปัจจุบันกบนาไม่พอจำหน่ายและได้นำมาพัฒนาเลี้ยงต่อในรูปแบบต่าง ๆ  ฟาร์มที่น่าสนใจอีกแห่งคือฟาร์มจังหวัด

เพชรบุรี ซึ่งทำการเลี้ยงทั้งกบเนื้อและลูกกบ ทำแบบพอเพียง

เจ้าของฟาร์มเล่าว่า จากการที่ได้ปรึกษากับทางราชภัฏจันทรเกษม มีความเห็นว่ามีความเติบโตได้ดีกว่าและตลาดก็ยังกว้างกว่าอีกด้วย เนื่องจากตอนแรกเจ้าของฟาร์มสนใจที่จะทำการเลี้ยงปลาดุก หลังจากนั้นจึงได้เริ่มลงทุนในครั้งแรกด้วยการซื้อลูกกบจากฟาร์มนำมาเลี้ยงเป็นกบขุนโดยประมาณ 10,000 ตัว ในบ่อซีเมนต์ 4 บ่อ  ลงเลี้ยงบ่อละ 2,500 ตัว โดยใช้เงินลงทุนไปทั้งหมด 40,000 บาท ในชุดแรกประสบความเสียหายบ้างเนื่องจากขาดประสบการณ์ มีการใส่น้ำลงบ่อเลี้ยงมากเกินไป ทำให้กบจมน้ำตายเสียหาย แต่เมื่อเลี้ยงไปเรื่อย ๆ จนกระทั่งถึงเวลาจับจำหน่าย หักต้นทุนแล้วก็ยังเหลือกำไร 10,000 กว่าบาท จึงตัดสินใจเลี้ยงกบ และศึกษาหาข้อมูลเพิ่มเติม เพื่อให้เกิดกำไรสูงสุด และหลังจากได้ทำการศึกษาก็พบว่าทางภาคใต้และในจังหวัดที่อยู่อาศัยยังขาดแคลนลูกกบอยู่มาก จึงคิดที่จะทำฟาร์มกบแบบครบวงจร เพื่อขยายตลาดออกไปในหลายจังหวัดทางภาคใต้ ปัจจุบันได้เลี้ยงกบจำนวน 16 บ่อ ขนาดบ่อ 3×3 เมตร แบ่งเลี้ยงกบเนื้อ 8 บ่อ และลูกกบ 8 บ่อ โดยเน้นเลี้ยงกบนาเป็นหลัก เพราะจะรับซื้อลูกอ๊อดมาเลี้ยงและคัดตัวที่แข็งแรง สมบูรณ์มาทำเป็นพ่อแม่พันธุ์ ซึ่งกบท้องนานั้นท้องต้องไม่ลาย น้ำหนักเฉลี่ยตัวเมียต้องอยู่ที่ 4 ตัวต่อกิโลกรัม ตัวผู้ 5 ตัวต่อกิโลกรัม

การคัดเลือกเพศกบ

คือให้สังเกตุที่จุดใต้คาง หากเป็นตัวผู้จะมีจุดกล่องเสียงสีดำใต้คาง ตัวเล็ก สีเหลืองกว่าตัวเมีย ส่วนกบตัวเมียจะไม่มีกล่องเสียง และมีขนาดใหญ่กว่าตัวผู้ พ่อแม่พันธุ์กบที่ดีต้องมีอายุราว 8 เดือนขึ้นไป มีสภาพสมบูรณ์ในระบบการผสมพันธุ์ ไม่มีบาดแผล ไม่มีพยาธิเบียดเบียน หากเป็นตัวผู้ต้องมีขนาด 200-250 กรัม หรือประมาณ 4-5 ตัวต่อกิโลกรัม แข็งแรง สังเกตุโดยเมื่อนำนิ้วมือสอดไประหว่างขาหน้าของกบพ่อพันธุ์จะรัดแน่น ส่วนกบแม่พันธุ์ต้องให้ไข่ดี สมบูรณ์และมีน้ำหนักเมื่อโตเต็มที่คือ 330 กรัม เมื่ออายุได้ 1 ปี

เทคนิคการเลี้ยงกบ

ปัจจุบันมีการเลี้ยงที่หลากหลาย แต่ทางฟาร์มจะทำการเลี้ยงด้วยบ่อซีเมนต์ ซึ่งบ่อเลี้ยงจะมีขนาด 3×3 เมตร และสูง 1 เมตร การเตรียมบ่อนั้น หลังจากจับกบเสร็จเรียบร้อยแล้วต้องทำการแช่บ่อด้วยด้วยคลอรีนและตากแดดทิ้งไว้ราว 2-3 วัน เพื่อฆ่าเชื้อโรค หลังจากนั้นจึงทำการปล่อยน้ำเพื่อเตรียมเลี้ยงชุดใหม่ โดยใส่น้ำลงบ่อสูงประมาณ 1-2 เซนติเมตร หรือประมาณ ใต้คางของกบ อย่าใส่มากเกินไปเพราะกบจะตาย และในบ่อต้องใส่แผ่นยางหรือแผ่นโฟมเพื่อให้กบขึ้นมาพักบ้าง ทางฟาร์มใช้น้ำบาดาลในการเลี้ยงจึงไม่จำเป็นต้องปรับสภาพน้ำในการเลี้ยงเพราะไม่เกิดปัญหาแต่อย่างใด

การเลี้ยงกบพ่อแม่พันธุ์

กบพ่อแม่พันธุ์จะทำการปล่อยลงบ่อเลี้ยงตารางเมตรละ 50 ตัว สัดส่วนการเลี้ยงระหว่างพ่อแม่พันธ์คืออย่างละครึ่ง และแม่พันธ์ที่ปล่อยลงเลี้ยงต้องมีอายุราว 1 เดือนขึ้นไป ส่วนพ่อพันธุ์ต้องมีอายุราว 8 เดือนขึ้นไปซึ่งจะทำให้ได้ไข่ที่ดี และควรใช้งานพ่อแม่พันธุ์เพียง 1 ปีเท่านั้น สำหรับการเลี้ยงของฟาร์มจะปล่อยพ่อแม่พันธุ์บ่อละ 20 ตัว  จากนั้นจะใช้วิธีการทำฝนเทียมด้วยการฉีดน้ำ เพื่อหลอกให้กบผสมพันธุ์ หากอากาศร้อนก็ใส่น้ำแข็งเพื่อลดอุณภูมิของน้ำให้ลงเร็วยิ่งขึ้น กบจะผสมพันธุ์เวลากลางคืนและให้ไข่ไว้ก้นบ่อ จากนั้นเช้ามาจึงจับพ่อแม่พันธุ์ออก เพื่อให้พ่อแม่พันธุ์เตรียมผสมพันธุ์ในชุดใหม่ ส่วนไข่ก็ใส่ไว้ในบ่อเพื่อให้เติบโตเป็นลูกอ๊อดต่อไป แต่ละบ่อจะได้ไข่ประมาณ 20,000 กว่าฟอง อัตรารอดเป็นตัวประมาณ 60-70%  หากใช้อ๊อกซิเจนช่วยจะทำให้มีอัตรารอดตายเพิ่มขึ้น เพียง 1 วันไข่จะกลายเป็นลูกอ๊อด วันแรกยังไม่ต้องให้อาหาร แต่จะให้ในวันที่ 2  ซึ่งเป็นอาหารกบสำเร็จรูปชนิดผง  โดยทำการผสมน้ำปั้นเป็นก้อนให้กิน  ซึ่งถือเป็นตัวเลือกอาหารที่ดีที่สุดที่จะทำให้ได้ผลและมีอัตราการรอดตาย น้ำเสียน้อย ดีกว่าอาหารชนิดอื่น ๆ จากการทดลองมาหลายชนิดของอาหารทั้งหมด ซึ่งอาหารที่เลี้ยงนั้นมีทั้งหมด 4 สูตร คือกบเล็ก มีโปรตีน 37% กบกลาง 35% กบใหญ่ 30% และการให้ต้องคอยสังเกตุขนาดของลูกกบที่โตขึ้นด้วย และจึงค่อยปรับสูตรอาหารสูงขึ้นตามขนาดของกบ

การบริหารจัดการฟาร์มนั้น หากต้องการจำหน่ายลูกกบก็สามารถจำหน่ายได้ตั้งแต่อายุ 35-40 วัน  หากต้องการเลี้ยงเป็นกบเนื้อต้องแยกไปเลี้ยงในบ่อกบเนื้อต่างหาก เพื่อจะได้เตรียมบ่อให้พ่อแม่พันธุ์ผสมชุดใหม่ สำหรับการเลี้ยงกบเนื้อต้องจะปล่อยลงบ่อละ 150 ตัวต่อตารางเมตร หรือ 2,000 ตัวต่อบ่อ กำลังการผลิตต่อรุ่น ราว 20,000 ตัว   ใช้เวลาเลี้ยงตั้งแต่ราวจนจับขายได้ประมาณ 2.5 เดือน การดูแลอื่น ๆ เพื่อให้ได้ผลผลิตสูงขึ้นคือช่วงหน้าหนาว เพราะโรคที่พบมากคือ โรคตาขาว ดังนั้นจึงต้องทำการผสมยาปฏิชีวนะในอาหารและด่างทับทิมผสมน้ำ และต้องทำการแยกเลี้ยงต่างหากเพื่อลดโรคระบาด

ช่องทางการตลาด

ทางฟาร์มมีการตลาด 2 ช่องทาง คือจำหน่ายลูกกบและกบเนื้อ และมียอดสั่งซื้อจากทางภาคใต้เป็นจำนวนมาก โดยมียอดสั่งซื้อราว 20,000 บาทในแต่ละราย  ส่วนกบเนื้อจำหน่ายให้แม่ค้าในพื้นที่ประมาณ 250-300 กิโลกรัมต่อสัปดาห์ ส่วนอีกกลุ่มจะเป็นผู้ประกอบการนอกพื้นที่ที่เข้ามาสั่งซื้อครั้งละ 2-3 ตัน โดยราคาอยู่ที่กิโลกรัมละ 50 กว่าบาท เมื่อหักต้นทุนแล้วจากรายได้ที่ขายกบทั้งหมดจะอยู่ที่ประมาณ 20,000 กว่าบาทต่อเดือน ถือว่าพอใช้ได้

 

ใส่ความเห็น