เลี้ยงกบครบวงจร ฟันกำไรเกินครึ่งแสนต่อรุ่น จากฟาร์มนครนายก

นี่คืออีกหนึ่งความสำเร็จของเกษตรกรจังหวัดนครนายกที่ประกอบอาชีพเลี้ยงกบ เกษตรกรท่านนี้เริ่มด้วยการเพาะพันธุ์พ่อแม่พันธุ์ผลิตลูกขุนเอง บริหารจัดการให้มี

การเลี้ยงที่สอดคล้องกับตลาด  ทำให้ประกอบอาชีพนี้ได้มานานร่วม 5 ปี และมีกำไรไม่ต่ำกว่า 50,000-60,000 บาทต่อรุ่น

เทคนิคการเลี้ยงกบ

ทางฟาร์มจะเพาะเลี้ยงพ่อแม่พันธุ์และผลิตลูกเองทั้งหมด การคัดพ่อแม่พันธุ์ก็จะคัดจากกบชุดแรกที่ซื้อมาเลี้ยง และการนำพ่อพันธุ์ไปแลกกับฟาร์มอื่น ๆ เพื่อป้องกันสายเลือดชิด  โดยสายพันธุ์ที่เลี้ยงคือกบนา การเลือกคือต้องเลือกกบขนาดใหญ่ ตัวขนาดประมาณ 5 นิ้ว น้ำหนักราว 4 ตัวต่อกิโลกรัม ผิวสีน้ำตาลปนเขียว อาจแตกต่างกันบ้างตามที่อยู่อาศัย ลักษณะทั่วไปคือขาหน้าสั้นอยู่ระหว่างไหล่กับตาปุ่มกระดูกเท้าล่างไม่แหลมคม มีสีคล้ำและมีลายพาดสีจาง ๆ ตรงริมฝีปาก ใต้คางอาจมีจุดหรือลายริ้วตรงคอหอย ด้านหลังมีสีเขียวอมน้ำตาล มีจุดสีดำจำนวนมาก พันธุ์กบนาเลี้ยงง่าย ระยะเวลาการเลี้ยงสั้นกว่าและตลาดรองรับมีมาก การคัดเลือกพ่อแม่พันธุ์นั้นจะคัดเลือกกบในฟาร์มที่เมื่อถึงกำหนดจับขายเป็นกบเนื้อเหล่านั้นเหลือไว้เพียงส่วนหนึ่ง เช่นเลือกตัวผู้ไว้ 300 ตัว ก็ต้องเลือกตัวเมียไว้ 200 ตัว เพื่อเตรียมไว้สำหรับนำไปแลกกับฟาร์มอื่น ๆ บางส่วนและเก็บไว้เพาะเลี้ยงขยายพันธุ์ต่อไปจนมีอายุครบ 1 ปี จนได้ความเหมาะสมในการเป็นพ่อแม่พันธุ์ และสามารถใช้งานได้ถึง 5 ปี จึงคัดทิ้ง แต่ส่วนใหญ่แล้วจะใช้งานเพียง 3-4 ปีเท่านั้น ในการผสมพันธุ์กบนั้นจะทำการผสมในช่วงที่บ่อในฟาร์มว่าง โดยก่อนทำการผสมพันธุ์จะทำการเตรียมบ่อคือ ล้างบ่อให้สะอาดตากแดดทิ้งไว้ 1 วัน และเติมน้ำให้สูงจากก้นบ่อเล็กน้อยให้กบนั่งได้ ตัดหญ้าขนหรือผักต่าง ๆ ใส่ให้กบวางไข่ จากนั้นใส่แม่พันธุ์กบ 20 ตัว พ่อพันธุ์ 30 ตัว เพื่อให้เกิดการผสมพันธุ์ที่ทั่วถึง โดยบ่อขนาดกว้าง 3 เมตร ยาว 5 เมตร จะปล่อยกบพ่อแม่พันธุ์ประมาณ 30 คู่ ตัวเมีย 30 ตัว ตัวผู้ 50 ตัว จะได้ลูกกบประมาณ 30,000 ตัว ส่วนบ่อขนาดกว้าง 4 เมตร ยาว 5 เมตร จะปล่อยกบพ่อแม่พันธุ์ประมาณ 50 คู่ ตัวผู้ 70 ตัวเมีย 50  ตัว และทำการปล่อยในช่วงเย็นและกบจะเริ่มวางไข่ประมาณ ตี 5  หลังจากนั้นจะนำกบพ่อแม่พันธุ์ออกจากบ่อเวลา 10 โมงเช้า ส่วนไข่ก็จะปล่อยให้เจริญเติบโตในบ่อนั้น ใน 3 วันแรกยังไม่ต้องทำอะไร วันที่ 4 ลูกกบเริ่มปล่อยสู่ธรรมชาติ และจะเริ่มคัดทิ้งตอนอายุ 25 วัน เมื่ออายุครบ 15 วันจะทำการให้อาหารเม็ด โดยมีโปรตีน 40% ให้กินจนอายุได้ 25วัน จึงเปลี่ยนเบอร์เป็นเบอร์ 2 และกินไปได้อีก 1 เดือนจึงเปลี่ยนเป็นเบอร์ 3  กินจนจับขายได้

เทคนิคการเลี้ยงให้มีอัตรารอดตายสูง

คือต้องมีการจัดการดูแลเรื่องน้ำเป็นหลักสำคัญยิ่ง และนอกนั้นก็ยังต้องมีการป้องกันโรคดังกล่าวคือ โรคตาขาว  โดยการผสมยาปฏิชีวนะในอาหารให้กินทุก ๆ 7 วัน หากทำ 2 อย่างนี้ให้ดีได้ก็จะหมดปัญหา และกบจะมีสุขภาพดีและเจริญเติบโตได้ดีมากยิ่งขึ้น

หลักสำคัญของทางฟาร์มที่ใช้ในการป้องกันกบในฟาร์มจากโรคต่าง ๆ คือ

  1. รักษาความสะอาดของบ่อเลี้ยง
  2. อย่าเลี้ยงกบหนาแน่นเกินไป
  3. เปลี่ยนน้ำในบ่อบ่อย ๆ หรือทุกวัน
  4. อาหารที่ให้กบต้องชอบและมีโปรตีนสูง
  5. มีการจัดการที่เหมาะสม

เรื่องการตลาดส่วนใหญ่แล้วจะทำการสำรวจราคาในท้องตลาดเป็นสำคัญทุกรุ่นก่อนจำหน่ายและจะจำหน่ายให้กับพ่อค้าที่รับซื้อและให้ราคาสูงที่สุด และแบ่งบางส่วนจัดจำหน่ายให้กับแม่ค้าในพื้นที่แต่จะได้ราคาสูงกว่าพ่อค้าที่มารับซื้อ และรายได้บางส่วนยังมาจากการจำหน่ายลูกกบอีกด้วย รายได้ทั้งหมดหักต้นทุนแล้วจะเหลือกำไรต่อรุ่น ราว 50,000-60,000 บาทในระยะเวลาราว 3 เดือน ก็ถือเป็นรายที่พอรับได้สำหรับครอบครัวในขณะนี้ จึงไม่คิดที่จะทำการขยับขยายให้ใหญ่โตไปกว่านี้แล้ว

ใส่ความเห็น