โรคกบ

ส่วนใหญ่เกิดจากความผิดพลาดของการเลี้ยงดูและการจัดการของเสียในบ่อเลี้ยง โดยเฉพาะการเลี้ยงในบ่อซีเมนต์อย่างหนาแน่น การให้อาหารมากเกินไป ขาด

ความเอาใจใส่ ตลอดจนการเกิดเชื้อโรคและติดเชื้อแบคทีเรีย จากการเก็บข้อมูลสามารถแบ่งออกได้ดังนี้

  1. โรคติดเชื้อแบคทีเรีย เป็นโรคที่สร้างความเสียหายให้กับผ้เลี้ยงมากที่สุด สำหรับลูกอ๊อดและกบเต็มวัย ซึ่งสามารถแบ่งออกได้ 2 ลักษณะคือ

1.1     โรคติดเชื้อแบคทีเรียในระยะลูกอ๊อด พบในระยะที่ไข่ฟักเป็นตัวจนกระทั่งพัฒนาเป็นตัวเต็มวัย อาการที่สังเกตุได้คือ ตัวด่างเหมือนโรคในปลาดุก ท้องบวม ตกเลือดตามครีบและระยางค์ต่าง ๆ  คือถ้าวัดค่าพีเอชของน้ำนั้นจะมีค่าพีเอชที่ต่ำลง มีการปล่อยลูกอ๊อดในอัตราหนาแน่นเกินไป ให้อาหารมากเกินไป นอกจากนี้ลูกอ๊อดยังกัดกันทำให้เกิดเชื้อแบคทีเรียในกลุ่ม Flexibacteris เข้าทำอันตรายได้ง่ายขึ้น

ดังนั้นวิธีแก้ไขที่เหมาะสมคือ การอนุบาลลูกอ๊อดในปริมาณที่พอเหมาะต่อตารางเมตร คือ 1,000 ตัวและทำการคัดขนาดทุก 2-3 วัน ต่อครั้ง จนกระทั่งเป็นลูกกบและอนุบาลให้ได้ขนาด 1-1.58 ซม. ในอัตราความหนาแน่นตารางเมตรละ 250 ตัว จากนั้นจึงปล่อยลูกกบลงเลี้ยงในอัตราตารางเมตรละ 100 ตัว ซึ่งถือว่าเหมาะสม และต้องทำการเปลี่ยนถ่ายน้ำอย่างสม่ำเสมอ

หากพบว่ามีกบที่มีอาการตัวด่างให้ใช้เกลือแกงแช่ในน้ำ 0.5% (5 กิโลกรัมต่อน้ำ 1 ลูกบาศก์เมตร) นาน 3-5 วันหรือในรายที่มีอาการมากให้ใช้ยา ออกซีเตตร้าซัยคลินแช่ในน้ำอัตรา 10-20 กรัมต่อน้ำ 1 ลูกบาศก์เมตร ติดต่อกันทุก 3-5 วัน และไม่ควรใช้ยากับเกลือแกงพร้อมกัน เพราะเกลือแกงจะส่งผลให้ประสิทธิภาพของยาลดลง

1.2     โรคติดต่อเชื้อแบคทีเรียในระยะเต็มวัย พบในกบขนาดเล็กและขนาดใหญ่ โรคนั้นจะมีความรุนแรงมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับสายพันธุ์ของเชื้อแบคทีเรีย Aeromonas และ Pseudomonas และระยะเวลาที่ติดโรค ลักษณะอาการของโรคคือ เกิดแผลเป็นจุดแดง ๆ ตามขา ผิวตัว โดยเฉพาะด้านท้องจนถึงแผลเน่าเปื่อยบริเวณปาก ลำตัวและขา เป็นต้น เพื่อเปิดช่องท้องดูจะพบว่าตับมีขนาดใหญ่ขึ้น มีของเหลวในช่องท้อง มีจุดสีเหลืองซีดกระจายอยู่ทั่วไป ไตขยายใหญ่ และบางครั้งพบตุ่มสีขาวขุ่นกระจายอยู่ สาเหตุสำคัญของโรคคือ บ่อสกปรก ดังนั้นต้องปฏิบัติดูแลตามที่กล่าวมาจึงจะช่วยลดปัญหาได้และเมื่อกบเกิดโรคนี้แล้วต้องทำการให้กินยาปฏิชีวนะ เช่น เตตร้าซัยคลินผสมอาหารให้กับกบกินในอัตรา 3-5 กรัมต่ออาหาร 1 กิโลกรัมต่อวัน กินติดต่อกันจนกว่าจะดีขึ้น หรือให้กินไม่น้อยกว่าครั้งละ 5-7 วัน

  1. โรคที่เกิดจากพยาธิรบกวน เช่น โปรโตซัวในทางเดินอาหาร โดยทั่วไปจะพบในกบเล็กมากกว่ากบโต อาการคือ ไม่ค่อยกินอาหาร ผอม ซีด และเมื่อตรวจดูจะพบโปรโตซัวในกลุ่ม Opalina sp. และ Balantidium sp. อยู่จำนวนมาก หากติดเชื้อเป็นเวลานานจะทำให้กบตายได้ การรักษาคือ ใช้ยา Metronidazole ผสมอาหารให้กินในอัตรา 3-5 กรัมต่ออาหาร 1 กิโลกรัม กินติดต่อครั้งละ 3 วันและเว้นระยะ 3-4 วันและให้ยาซ้ำอีก 2-3 ครั้ง หรือจนกว่ากบจะมีอาการดีขึ้น และกินอาหารตามปกติ

นอกจากนี้ยังพบพยาธิชนิดอื่น ๆ เช่น พยาธิใบไม้ พยาธิตัวแบน ซึ่งพบว่าอาศัยอยู่ในลำไส้กบ ทำให้โตช้าแคระแกร็น วิธีรักษาคือ ใช้ยาถ่ายพยาธิภายใน เช่น เปปเปอร์ราซินผสมลงในอาหารให้กบกิน ในอัตราส่วน 0.1 เปอร์เซนต์  ของน้ำหนักตัวกบ จะช่วยจัดการได้ดี

  1. โรคท้องบวม โรคทั่วไปจะเกิดกับลูกอ๊อดในฟาร์มที่ใช้น้ำบาดาล ซึ่งหากน้ำที่ไม่ผ่านการพักไว้ก่อน จะส่งผลเสียต่อกบ  คือเกิดจากการที่ก๊าซในน้ำลดลงอย่างเฉียบพลันส่งผลให้กบต้องปรับความดันก๊าซในตัวเองเพื่อให้เท่ากันกับความดันก๊าซของน้ำ ทำให้เกิดฟองก๊าซขึ้นในช่องว่างของลำตัวและทำให้ท้องลูกอ๊อดบวม การแก้ไขคืออย่าพยายามเปลี่ยนน้ำในปริมาณมากๆ ในเวลาสั้น ๆ และต้องมีการพักน้ำก่อนนำน้ำมาใช้ด้วย

ส่วนใหญ่เกิดจากความผิดพลาดของการเลี้ยงดูและการจัดการของเสียในบ่อเลี้ยง โดยเฉพาะการเลี้ยงในบ่อซีเมนต์อย่างหนาแน่น การให้อาหารมากเกินไป ขาดความเอาใจใส่ ตลอดจนการเกิดเชื้อโรคและติดเชื้อแบคทีเรีย จากการเก็บข้อมูลสามารถแบ่งออกได้ดังนี้

  1. โรคติดเชื้อแบคทีเรีย เป็นโรคที่สร้างความเสียหายให้กับผ้เลี้ยงมากที่สุด สำหรับลูกอ๊อดและกบเต็มวัย ซึ่งสามารถแบ่งออกได้ 2 ลักษณะคือ

1.1     โรคติดเชื้อแบคทีเรียในระยะลูกอ๊อด พบในระยะที่ไข่ฟักเป็นตัวจนกระทั่งพัฒนาเป็นตัวเต็มวัย อาการที่สังเกตุได้คือ ตัวด่างเหมือนโรคในปลาดุก ท้องบวม ตกเลือดตามครีบและระยางค์ต่าง ๆ  คือถ้าวัดค่าพีเอชของน้ำนั้นจะมีค่าพีเอชที่ต่ำลง มีการปล่อยลูกอ๊อดในอัตราหนาแน่นเกินไป ให้อาหารมากเกินไป นอกจากนี้ลูกอ๊อดยังกัดกันทำให้เกิดเชื้อแบคทีเรียในกลุ่ม Flexibacteris เข้าทำอันตรายได้ง่ายขึ้น

ดังนั้นวิธีแก้ไขที่เหมาะสมคือ การอนุบาลลูกอ๊อดในปริมาณที่พอเหมาะต่อตารางเมตร คือ 1,000 ตัวและทำการคัดขนาดทุก 2-3 วัน ต่อครั้ง จนกระทั่งเป็นลูกกบและอนุบาลให้ได้ขนาด 1-1.58 ซม. ในอัตราความหนาแน่นตารางเมตรละ 250 ตัว จากนั้นจึงปล่อยลูกกบลงเลี้ยงในอัตราตารางเมตรละ 100 ตัว ซึ่งถือว่าเหมาะสม และต้องทำการเปลี่ยนถ่ายน้ำอย่างสม่ำเสมอ

หากพบว่ามีกบที่มีอาการตัวด่างให้ใช้เกลือแกงแช่ในน้ำ 0.5% (5 กิโลกรัมต่อน้ำ 1 ลูกบาศก์เมตร) นาน 3-5 วันหรือในรายที่มีอาการมากให้ใช้ยา ออกซีเตตร้าซัยคลินแช่ในน้ำอัตรา 10-20 กรัมต่อน้ำ 1 ลูกบาศก์เมตร ติดต่อกันทุก 3-5 วัน และไม่ควรใช้ยากับเกลือแกงพร้อมกัน เพราะเกลือแกงจะส่งผลให้ประสิทธิภาพของยาลดลง

1.2     โรคติดต่อเชื้อแบคทีเรียในระยะเต็มวัย พบในกบขนาดเล็กและขนาดใหญ่ โรคนั้นจะมีความรุนแรงมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับสายพันธุ์ของเชื้อแบคทีเรีย Aeromonas และ Pseudomonas และระยะเวลาที่ติดโรค ลักษณะอาการของโรคคือ เกิดแผลเป็นจุดแดง ๆ ตามขา ผิวตัว โดยเฉพาะด้านท้องจนถึงแผลเน่าเปื่อยบริเวณปาก ลำตัวและขา เป็นต้น เพื่อเปิดช่องท้องดูจะพบว่าตับมีขนาดใหญ่ขึ้น มีของเหลวในช่องท้อง มีจุดสีเหลืองซีดกระจายอยู่ทั่วไป ไตขยายใหญ่ และบางครั้งพบตุ่มสีขาวขุ่นกระจายอยู่ สาเหตุสำคัญของโรคคือ บ่อสกปรก ดังนั้นต้องปฏิบัติดูแลตามที่กล่าวมาจึงจะช่วยลดปัญหาได้และเมื่อกบเกิดโรคนี้แล้วต้องทำการให้กินยาปฏิชีวนะ เช่น เตตร้าซัยคลินผสมอาหารให้กับกบกินในอัตรา 3-5 กรัมต่ออาหาร 1 กิโลกรัมต่อวัน กินติดต่อกันจนกว่าจะดีขึ้น หรือให้กินไม่น้อยกว่าครั้งละ 5-7 วัน

  1. โรคที่เกิดจากพยาธิรบกวน เช่น โปรโตซัวในทางเดินอาหาร โดยทั่วไปจะพบในกบเล็กมากกว่ากบโต อาการคือ ไม่ค่อยกินอาหาร ผอม ซีด และเมื่อตรวจดูจะพบโปรโตซัวในกลุ่ม Opalina sp. และ Balantidium sp. อยู่จำนวนมาก หากติดเชื้อเป็นเวลานานจะทำให้กบตายได้ การรักษาคือ ใช้ยา Metronidazole ผสมอาหารให้กินในอัตรา 3-5 กรัมต่ออาหาร 1 กิโลกรัม กินติดต่อครั้งละ 3 วันและเว้นระยะ 3-4 วันและให้ยาซ้ำอีก 2-3 ครั้ง หรือจนกว่ากบจะมีอาการดีขึ้น และกินอาหารตามปกติ

นอกจากนี้ยังพบพยาธิชนิดอื่น ๆ เช่น พยาธิใบไม้ พยาธิตัวแบน ซึ่งพบว่าอาศัยอยู่ในลำไส้กบ ทำให้โตช้าแคระแกร็น วิธีรักษาคือ ใช้ยาถ่ายพยาธิภายใน เช่น เปปเปอร์ราซินผสมลงในอาหารให้กบกิน ในอัตราส่วน 0.1 เปอร์เซนต์  ของน้ำหนักตัวกบ จะช่วยจัดการได้ดี

  1. โรคท้องบวม โรคทั่วไปจะเกิดกับลูกอ๊อดในฟาร์มที่ใช้น้ำบาดาล ซึ่งหากน้ำที่ไม่ผ่านการพักไว้ก่อน จะส่งผลเสียต่อกบ  คือเกิดจากการที่ก๊าซในน้ำลดลงอย่างเฉียบพลันส่งผลให้กบต้องปรับความดันก๊าซในตัวเองเพื่อให้เท่ากันกับความดันก๊าซของน้ำ ทำให้เกิดฟองก๊าซขึ้นในช่องว่างของลำตัวและทำให้ท้องลูกอ๊อดบวม การแก้ไขคืออย่าพยายามเปลี่ยนน้ำในปริมาณมากๆ ในเวลาสั้น ๆ และต้องมีการพักน้ำก่อนนำน้ำมาใช้ด้วย

ใส่ความเห็น