โรคและการป้องกันรักษาไก่แจ้

เรื่องโรคของไก่แจ้นั้นเป็นสิ่งสำคัญเช่นกัน เพราะเมื่อเกิดโรคกับไก่แจ้แล้วนั้น ย่อมส่งผลทำให้สุขภาพของไก่นั้นไม่ดี หรือกระทบมากจนถึงขั้นพิการ หรือเสียรูป

ร่างของไก่แจ้ได้ ดังนั้นผู้เลี้ยงควรทำการป้องกันก่อนที่ไก่แจ้จะเสียหาย หรือไม่ก็ควรมีการปรึกษาสัตวแพทย์ตามคลีนิคสัตว์ต่าง ๆ ที่มีความเชี่ยวชาญด้านสัตว์ปีกซึ่งโรคไก่แจ้มีดังต่อไปนี้

โรคนิวคาสเซิล
โรคนิวคาสเซิลเป็นโรคที่เกิดจากเชื้อไวรัส  มีความระบาดของโรครุนแรงซึ่งขึ้นอยู่กับเชื้อแต่ละชนิดที่ไก่ได้รับเข้าไป หากมีการรับเชื้อรุนแรงมากไก่ในเล้าจะตายภายใน 3-4 วัน   หากไก่ที่มีการรับเชื้อไม่รุนแรงมากจะมีการแสดงอาการทางระบบปราสาทและทางเดินหายใจ
อาการที่เกิดขึ้นกับลูกไก่คือ ไอ จาม หรือสะบัดหัว มีน้ำมูก หายใจยืดคอ อ้าปาก มีเสียงครอก ๆ ในลำคอ ลูกไก่หงอยซึม ไม่กินอาหาร กระหายน้ำจัดตลอดเวลา หลังจากนั้น 2-3 วันก็จะแสดงอาการทางประสาท คือตัวสั่นกล้ามเนื้อคอบิดเบี้ยว บางครั้งพบว่าคอบิดกลับไปด้านหลัง เดินไม่ตรงทางหมุนเป็นวงกลม เดินถอยหน้าถอยหลัง ต่อมาก็จะกลายเป็นอัมพาตและสะบัดคอตลอดเวลาและตายในเวลา 3-4 วัน อัตราการตายของโรคนี้ประมาณ 90-100%
ในไก่ใหญ่มีอาการที่ไม่รุนแรงมากนักแต่จะเกิดขึ้นกับระบบทางเดินหายใจ   ไก่จะมีไข่ลดลง ไอมีเสียงครอก ๆ ในคอ เบื่ออาหาร อุจาระเหลวมีสีเขียวปนขาว สำหรับไก่ที่รับเชื้อรุนแรงจะไม่แสดงอาการให้เห็นได้เด่นชัด ไก่มักจะตายในที่สุด  ไก่ที่เป็นโรคนี้มักจะตายภายใน 3-4 วัน  หากไม่ตายก็จะมีอาการตกค้างคือ ยืนโก่งคอก้มศรีษะลงระหว่างขาทั้งสองข้าง เดินไม่ตรงทาง ขาเป็นอัมพาต คอปิดไปด้านหลัง อัตราการตายไม่แน่นอน ตั้งแต่ 0-100 %

การป้องกัน  ควรทำวัคซีนให้ไก่ตามระยะเวลาตั้งแต่ 1-3 วัน ทำวัคซีนนิวคาส-เซิลสเตรน เอฟ ชนิดหยอดจมูก แล้วทำซ้ำ อีกครั้งเมื่อไก่อายุได้ 21-28 วัน จากนั้นเมื่อไก่อายุได้ 3 เดือน ให้ทำวัคซีนนิวคาสเซินสเตรน เอม.พี. ชนิดแทงปีกและควรทำซ้ำทุกปี

โรคหลอดลมอักเสบติดต่อ
โรคหลอดลมอักเสบติดต่อเป็นโรคระบบทางเดินหายใจของไก่ เป็นได้กับไก่ทุกช่วงวัย  โรคนี้เกิดจากเชื้อไวรัส มีการติดต่อกันทางการหายใจ  โรคนี้ทำให้ไก่ได้รับความเสียหายมีอัตราการตายประมาณ 60-70%  สำหรับไก่ที่ไม่ตายจะเป็นโรคเรื้อรังรักษายาก ทำให้แคระแกรนไม่สมบูรณ์ เชื้อยังส่งผลเสียต่อรังไข่ ท่อนำไข่ทำให้ผิวหยาบบาง รูปร่างผิดปกติไข่ขาวจะไม่ขึ้น
ลูกไก่หากเกิดโรคนี้แล้วจะมีอาการ มีน้ำมูก ตาแฉะ ไอ ยืดคอหายใจ สะบัดหัว หายใจมีเสียงครอกในคอ สำหรับไก่ใหญ่จะไม่มีอาการทางระบบทางเดินหายใจ แต่จะพบว่าไก่ไข่ลดลงอย่างเร็ว  เมื่อหายป่วย  การไข่จะไม่กลับสู่ระดับเดิมไม่มีอาการทางประสาท ซึ่งแตกต่างจากโรคนิวคาสเซิล ไก่ที่หายป่วยจะมีอัตราไข่กลับสู่สภาพเดิม แต่มีอาการทางประสาท
การป้องกัน  ทำวัคซีนป้องกันโรคหลอดลมอักเสบติดต่อกับลูกไก่เมื่อมีอายุประมาณ 14 วัน  หลังจากนั้นควรทำทุก ๆ 6 เดือน

โรคฝีดาษไก่
โรคนี้เกิดจากเชื้อไวรัสแล้ว มียุงเป็นพาหะนำโรค ฝีดาษมีอยู่ 2 ชนิด
– ฝีดาษชนิดแห้ง  หรือฝีดาษผิวหนัง จะเกิดบริเวณที่ไม่มีขน เช่น หงอน เหนียง ใบหน้า เป็นต้น  ไก่ที่เป็นจะหายเอง ถ้าไม่มีโรคแทรกซ้อน
–  ฝีดาษชนิดเปียก  หรือฝีดาษในลำคอจะเกิดที่ปาก ลำคอ เปลือกตา ฝีดาษชนิดนี้มีความรุนแรงมาก แต่ในประเทศไทยไม่ค่อยพบ
การป้องกัน คือ ทำวัคซีนเมื่อไก่อายุได้ 7 วัน  จากนั้นควรทำทุกปี
โรคอหิวาต์ไก่
เป็นโรคระบาดอย่างรวดเร็ว สาเหตุมาจากเชื้อแบคทีเรีย
อาการ  ชนิดเฉียบพลัน ไก่จะตายอย่างรวดเร็ว โดยไม่ทันสังเกตุเห็นอาการภายนอกได้เลย นอกจากการผ่าตรวจซากดูการพิการของอวัยวะภายในเท่านั้น
ชนิดร้ายแรงจะพบมากในไก่ที่มีอายุน้อย มีอาการซึม ตัวสั่น หัวตก ไข้สูง ไม่กินอาหาร แสดงอาการเจ็บปวดเมื่อขยับปีก  หายใจลำบาก มีเสมหะในหลอดลมมาก อุจจาระมีสีเขียวใบไหม้ จากนั้นจะมีอุจจาระร่วงอย่างแรง และตายภายใน 2-3 วัน
ชนิดเรื้อรัง   พบในไก่ที่มีอายุมากมีอาการโลหิตจาง ผอม อุจจาระร่วงบ้างแต่ไม่รุนแรง  ไม่มีสีเขียวตามข้อต่าง ๆ มีอาการบวมเดินด้วยลำบาก
การป้องกัน ทำวัคซีนเมื่ออายุได้ 3-4 เดือน แต่จะคลุมโรคเพียง 2-3 เดือนเท่านั้น  จึงจำเป็นต้องทำบ่อย ๆ นอกจากนั้นต้องป้องกันด้านสุขาภิบาลด้วย
การรักษา  ยารักษาที่นิยมใช้ได้แก่ ซัลฟา ต่าง ๆ ละลายน้ำให้ไก่กินตามฉลากอย่างเคร่งครัด หากละเลยจะทำให้ไก่ไม่โต
โรคไทฟอยด์ในไก่
เป็นโรคระบาดกับไก่ได้ทุกขนาด  และยังสามารถระบาดไปในการฟักไข่ได้ด้วย  แต่ส่วนใหญ่จะพบในไก่ใหญ่ หรือไก่กำลังไข่เท่านั้น อัตราการตายไม่แน่นอน ขึ้นอยู่กับความแรงของเชื้อ
อาการ  สำหรับไก่ที่ติดเชื้อดังกล่าวจะมีอาการกระวนกระวาย  ยืนซึมคอตกมีไข้สูง อ่อนเพลีย หงอน เหนียง ซีดกว่าปกติ ขนตั้งหรือขนลุกพองไม่เรียบในรายที่ร้ายแรง จะมีอุจจาระร่วง มีสีเหลืองหรือขาว กินอาหารน้อย กินน้ำมากผิดปกติ บางครั้งอาจตายโดยไม่ทราบสาเหตุ
การป้องกัน  ควรให้สัตวแพทย์ตรวจสอบเชื้อ และคัดไก่ที่ติดเชื้อออกไป และจัดการด้านสุขาภิบาลให้ดีด้วย
การรักษา  รักษาด้วยยาประเภทซัลฟาต่าง ๆ และยาปฏิชีวนะจะช่วยให้หายได้ชั่วคราวแต่ไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้  เพราะไก่ที่ติดเชื้อจะมีการแพร่เชื้อต่อ ๆ ไป นอกจากนี้ควรฆ่าเชื้อภายในกรงและโรงเรือนด้วย
โรคขี้ขาว
โรคขี้ขาวเป็นโรคหนักอกผู้เลี้ยงอย่างมาก เพราะไม่หายขาด สามารถติดต่อไปยังลูกไก่และไข่ เมื่อลูกไก่เกิดการฟักในตู้ก็จะแพร่เชื้อไปทั้งครอก ตัวที่รอดก็ยังมีเชื้อ แต่อาการไม่รุนแรง  โรคนี้จะทำให้เกิดโรคเรื้อรังที่รังไข่อย่างรุนแรง ไก่ตัวผู้จะพบในถุงหัวใจและอัณฑะ ลูกไก่จะตัวเล็ก ตายเป็นจำนวนมาก ไข่ไม่มีเชื้อเพิ่มขึ้น  ไม่มีเชื้อตาย และตายโคมมากขึ้น เลี้ยงไม่ค่อยรอด โตช้า   หรือกว่าจะโตเต็มที่ก็จะไข่ไม่ดก   สาเหตุจะเกิดจากแบคทีเรียชนิดหนึ่ง
อาการ  ในลูกไก่เล็กจะมีอาการค่อนข้างไม่เหมือนกัน บางทีลูกไก่จะตายหลังจากออกจากตู้ฟักไม่นาน  ปีกตก ไม่เคลื่อนไหว เวลาถ่ายมีอาการเจ็บ อุจจาระมีสีขาวปนเขียว  กระหายน้ำมาก  มีอัตราการตายสูงในระยะเวลาประมาณ  5-10 วัน  ความรุนแรงของเชื้ออยู่ที่่ 0-100%  สำหรับไก่มักไม่ค่อยแสดงอาการให้เห็น แต่เมื่อทดลองกับไก่ที่เอาเชื้อโรคใส่เข้าไปจะมีอาการหงอย ซึม เบื่ออาหาร หงอน เหนียง ซีด อ่อนเพลีย ขนกรอบ ท้องร่วง กระหายน้ำ
การป้องกัน  การป้องกันควรกำจัดพาหะ และสัตว์ที่เป็นตัวแพร่โรค
การรักษา การรักษาควรใช้ยาซัลฟาชนิด ต่าง ๆ เพื่อเป็นการป้องกันและรักษาได้แก่ยาฟูราโซลิโดน
โรคบิดในไก่
โรคบิดเป็นโรคที่เกิดมาจากเชื้อโปรโตซัวติดต่อด้วยการกินเชื้อนั้นเข้าไป เชื้อมีการแพร่ระบาดทางอุจจาระในไก่ที่มีอาการป่วย เชื้อจะอยู่ได้นานในลักษณะคอกที่มีการชื้นแฉะ  สำหรับลูกไก่นับว่าเป็นโรคที่มีอันตรายมากที่เดียว หากควบคุมไม่ดีอาจทำให้ตายหมดครอกได้
อาการ คือ ยืนปีกตก บางครั้งหมอบอยู่กับพื้น เบื่ออาหาร ถ่ายแล้วมีเลือดปนกับอุจจาระ  ไก่ที่เป็นโรคนี้เรื้อรังใบหน้าจะซีดขาว ซูบผอม อ่อนแอ บางตัวที่มีอาการมากอาจเป็นอัมพาต
การป้องกัน การป้องกันต้องจัดการด้านสุขาภิบาลให้ดีที่สุด  อาจใช้ยาซัลฟาในระดับต่ำแก่ลูกไก่ระหว่าง 1 วัน ถึง 14 สัปดาห์
การรักษา  สามารถใช้ยาซัลฟาชนิดต่าง ๆ ละลายน้ำตามฉลากระบุ และเพิ่มวิตามินเคเพื่อลดอาการดังกล่าวได้

โรคหวัด  มักระบาดในช่วงที่มีอากาศเปลี่ยนแปลง หรือกรณีที่คอกชื้นแฉะ  สาเหตุนั้นเกิดจากเชื้อแบคทีเรีย
อาการ   ไก่จะมีหน้าบวม น้ำมูกไหล  หายใจลำบาก มีเสียงในคอดังครอก ๆ หงอน และเหนียงบวมหากเป็นเรื้อรังจะแก้หรือรักษาค่อนข้างยากกว่าจะหาย
การป้องกัน  การป้องกันควรแยกไก่ที่ติดเชื้อหรือป่วยออกจากคอกเดียวกัน ทำความสะอาด กรง หรือโรงเรือนให้สะอาด ใช้ยาปฏิชีวนะละลายน้ำให้กิน
การรักษา  ควรใช้ยาปฏิชีวนะและยาซัลฟาละลายน้ำให้กินตามฉลากที่กำกับไว้
โรคที่เกิดจากเชื้อรา  ส่งผลต่อการตายของไก่สูงถึง 90% เป็นโรคระบาดอีกชนิดหนึ่ง เนื่องจากการเลี้ยงดูไม่ถูกสุขลักษณะด้วย เช่นให้อาหารเก่า สภาพพื้นกรงที่สกปรก
อาการ  คือ ไก่จะมีอาการหายใจเร็ว เหนื่อยหอบ  หงอยซึม มีไข้กระหายน้ำ ซูบผอม และท้องเดิน และมีตุ่มเล็ก ๆ อยู่ใต้เปลือกตา  ตาบวมและมีแผ่นฝ้าสีขาวหลุดออกมาจากตาเป็นชั้น ๆ
การป้องกัน  ควรมีการดูแลความสะอาด และจัดระเบียบในการดูแลให้ดีและสม่ำเสมอ
การให้วัคซีนจะให้ผลดีที่สุด เมื่อ
1.    สุขภาพไก่ต้องแข็งแรง ไม่เป็นโรค
2. วัคซีนมีคุณภาพดีเก็บรักษาดีในที่เย็น เช่น กระติกน้ำแข็ง หรือตู้เย็น  ไม่ควรถูกแสงแดดเพราะจะทำให้เสื่อมคุณภาพ
3.    เครื่องมือที่ใช้ต้องสะอาด มีการต้มฆ่าเชื้อโรค
4.    ฉีดวัคซีนโดยสม่ำเสมอ ทุกตัว
สถานที่ที่สามารถหาซื้อวัคซีนได้คือ  กรมปศุสัตว์ พญาไทย กรุงเทพฯ สำนักงานปศุสัตว์อำเภอทุกอำเภอ และการซื้อวัคซีนต้องนำกระติกบรรจุน้ำแข็งไปเพื่อใส่วัคซีนทุกครั้ง    นอกจากวัคซีนโรคอหิวาต์เป็ด และไก่ ไม่จำเป็นต้องเก็บไว้ในความเย็น
โรคพยาธิในไก่
โรคพยาธิภายนอก  โรคนี้จะส่งผลก่อให้ไก่เกิดความรำคาญ ได้แก่ พวกเห็บหมัด ไร ที่อาศัยตามผิวหนังกัดกินดูดเลือด ทำให้ไก่เกิดสภาวะโลหิตจาง ซูบผอมลง และความต้านทานโรคต่ำ
การรักษา ใช้ยาเช่น โรทิโนน มาลาไทออน  ฉีดพ่นบริเวณเล้าไก่ กรงไก่เป็นประจำ  แต่ต้องระวังไม่ให้ถูกตัวไก่จะก่อให้เกิดอันตรายได้  มาลาไทออน 5%  หรือใช้ผสมน้ำอ่อน ๆ  จุ่มไก่ลงในน้ำยาเพื่อฆ่า เห็บ หมัด ไรตามตัวไก่  หรือหากใช้โลติ๊นทุบและจุ่มน้ำให้น้ำขาวออกมาแล้วนำตัวไก่ลงแช่ หรือยาสูบแช่น้ำให้เข้มข้นและนำไก่ลงจุ่มก็ได้
พยาธิไส้เดือนของไก่   พยาธิชนิดนี้จะทำอันตรายในไก่ที่มีอายุได้ราว 1-3 เดือน ไข่พยาธิจะปนออกมากับอุจจาระ เมื่อความร้อนและความชื้นพอเหมาะจะทำให้พยาธิเจริญเติบโตเป็นระยะติดต่อ ไก่ที่กินไข่เข้าไปจะติดพยาธิ เมื่อไก่เป็นโรคนี้จะมีอาการซูบผอม เบื่ออาหาร ขนหยอง ปีกตก เติบโตช้า และมีอาการท้องเสีย  หากมีพยาธิมากลูกไก่ใหญ่จะมีจำนวนไข่ลดลงจนเห็นได้ชัด
การป้องกันและการกำจัดพยาธิ
1.  ควรทำความสะอาดเล้าไก่ หรือโรงเรือนให้บ่อย กวาดอุจจาระและเก็บทิ้งให้ไก่จากจุดเลี้ยง
2. อย่าให้คอกหรือโรงเรือนชื้นแฉะ ควรดูแลให้ถูกแสงแดดอย่างสม่ำเสมอ เพื่อเป็นการฆ่าเชื้อ
3.    การเลี้ยงลูกไก่บนตะแกรงลวดลดการเกิดพยาธิได้
4.   การรักษาพยาธิไส้เดือน ควรใช้ยาปิปเปอราซีนชนิดแคปซูลขนาด 200 มิลลิกรัม ต่อน้ำหนักไก่ 1 กิโลกรัม หรือผสมลงในอาหารให้กินประมาณ  0.5%  เมื่อไก่อายุได้ 2-3 เดือน   อาหารควรให้ไก่กินให้หมดในวันเดียว   หรือให้ไก่อดอาหารก่อนให้กินยา เพื่อกระตุ้นให้ไก่กินอาหารได้มากยิ่งขึ้น ควรให้ซ้ำทุก 3-4 เดือน  จะช่วยให้ไก่แข็งแรงสมบูรณ์   หากไม่สะดวกต่อการใช้ยาปฏิชีวนะ  สามารถเลือกใช้หมากแข็๋งที่กินกับพลูก็ได้ โดยการนำไปแช่น้ำแล้วนำมาตำให้แหลกเหลือขนาดเท่าเม็ดข้าวโพดแล้วนำมาให้ไก่กิน ตัวละ 1 เม็ดก็ได้
พยาธินัยน์ตาไก่
มักพบได้เสมอในไก่ที่ปล่อยให้กินอาหารตามแหล่งรกหรือเล้าที่มีแมลงสาบอาศัยอยู่มาก นัยน์ตาไก่จะมีพยาธิตัวเล็ก ๆ สีขาว ยาวประมาณครึ่งเซนติเมตร  อยู่มุมด้านหัวตา
สาเหตุ  แมลงสาบเป็นพาหะชั่วคราวที่พยาธิจะเจริญเติบโตจากไข่ ตัวอ่อน อยู่ภายในแมลงสาบ เมื่อไก่กินแมลงสาบก็ติดโรคไปด้วย  ตัวอ่อนพยาธิจะเคลื่อนตัวจากปากเข้าไปที่ช่องจมูกแล้วเข้าไปที่่ท่อน้ำตาไปสู่หัวตา
อาการ  ไก่จะกระพริบตาบ่อย ๆ ถูตา กับหัวปีกทำให้อักเสบเป็นหนอง
การป้องกัน  คือ กำจัดแมลงสาบให้หมดไป และอย่าปล่อยให้รกรุงรัง
การรักษา  สามารถทำได้โดยการใช้ไม้พันสีเขี่ยเอาก้อนหนองนัยน์ตาออก  แล้วใช้น้ำเกลือหรือน้ำมะเกลือ ยาฉุนแช่น้ำจนได้สีชาอ่อน ๆ หยอดนัยน์ตาแล้วเขี่ยเอาพยาธิออก  หยอดตาด้วยยาหยอดคลอแรมเฟนนิคอล  เพื่อลดการอักเสบวันละ 2 ครั้ง เช้า เย็น ประมาณ 2-3 วัน  จนกว่าจะหายเป็นปกติ
อย่างไรก็ตามวิธีที่ดีที่สุด คือการดูแลเรื่องความสะอาดทั้งหมด การให้วัคซีนป้องกันอย่างสม่ำเสมอ การจัดการด้านสุขาภิบาลสามารถทำได้ดังต่อไปนี้
1.  ดูแลความสะอาด โรงเรือน เล้าไก่ ภาชนะใส่น้ำ อาหาร ตลอดจนบริเวณใกล้เคียงอย่างสม่ำเสมอ
2.  สร้างโรงเรือน หรือเล้าไก่ ให้มีอากาศถ่ายเทสะดวก
3.  กำจัดแหล่งน้ำสกปรก บริเวณใกล้เคียงและบริเวณโดยรอบ
4.  อาหารต้องสะอาด และทิ้งเมื่อไก่กินไม่หมด
5.  น้ำต้องสะอาด และมีกินไม่ขาด
6.  เมื่อไก่ป่วยต้องกำจัดด้วยการเผา หรือฝังให้เรียบร้อย
7.  ไม่ควรทิ้งซากไก่ลงแหล่งน้ำ เพราะจะเป็นการแพร่กระจายเชื้อโรค
8.  เมื่อเกิดโรคระบาดต้องทำการติดต่อสัตวแพทย์โดยเร็ว เพื่อป้องกันการระบาดมากขึ้น
ส่วนวิธีการป้องกันและการทำวัคซีนนั้นผู้เลี้ยงต้องทำอย่างสม่ำเสมอ อย่างถูกต้อง

ใส่ความเห็น